สาเหตุการพินาศของโลก:วิเคราะห์จากจักกวัตติสูตร(๓)
วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2011 เวลา 19:11 น.

ลักษณะของโลกในระยะก่อนเกิดนั้น เป็นกลุ่มก๊าซ ซึ่งประกอบไปด้วยละอองรังสีและอนุภาคของธาตต่างๆ ในลักษณะอะตอม อะตอมของธาตุแต่ละชนิดมีน้ำหนักต่างกัน เมื่ออุณหภูมิของก๊าซนั้นเริ่มลดลง อนุภาคหรืออะตอมจะมารวมกันเข้าเป็นโมเลกุล ทำให้กลุ่มก๊าซนั้นจับตัวกันแน่นมากขึ้น

ในระยะนี้ ถ้าอะตอมหรือโมเลกุลใดมีน้ำหนักมาก ก็จะจมเข้าสู่ชั้นในของกลุ่มก๊าซ อะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่มีน้ำหนักปานกลางจะประกอบกันเป็นชั้นกลาง และอะตอมหรือโมเลกุลที่มีน้ำหนักเบา จะปกคลุมอยู่ที่บริเวณผิวนอก ต่อมาเมื่อกลุ่มก๊าซนั้นได้รับความเย็นจากห้วงอวกาศจะสามารถทำให้กลุ่มก๊าซนั้นอัดแน่นมากขึ้นและอุณหภูมิเริ่มลดลงที่ละน้อยๆจนสามารถทำให้อะตอมต่างๆเริ่มมีปฏิกิริยาทางเคมีต่อกัน กลุ่มก๊าซจึงเริ่มเปลี่ยนสถานะมาเป็นของแข็งและก่อตัวขึ้นเป็นโลก ในขณะที่โลกเริ่มมีอุณหภูมิลดลง สภาพของอะตอมที่แตกตัวอย่างอิสระหมดไปด้วย และเริ่มทำปฏิกิริยากับอะตอมอื่นๆ เป็นโมเลกุลมากขึ้น การรวมตัวเป็นโมเลกุลนี้ จะเพิ่มมากขึ้นและมีสภาพเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อโลกลดอุณหภูมิลงเรื่อยๆนั้นไอน้ำที่เย็นจัดจะจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเมฆมีความหนาเป็นร้อยๆไมล์ เมื่อถูกความเย็นในเบื้องสูง ก็กลั่นตัวเป็นฝนตกมาสู่พื้นโลก แต่เมื่อกระทบผิวโลกซึ่งยังร้อนระอุอยู่ก็จะระเหยเป็นไอลอยกลับขึ้นไปสู่บรรยากาศใหม่แล้วกลายเป็นฝนตกลงมาอีกวนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นพันๆปี ในที่สุดความเย็นของน้ำฝน จะทำให้ผิวโลกเย็นลงที่ละน้อยๆจนหยดน้ำสามารถคงสภาพความเป็นของเหลวอยู่บนพื้นโลกได้ เมื่อฝนตกลงมาบ่อยครั้งเข้า ในที่สุดก็จะไหลลงมารวมอยู่ที่ต่ำ เกิดเป็นลุ่มน้ำ ลำธาร แม่น้ำ และแม่น้ำมหาสมุทรขึ้น

ห้วงน้ำในระยะแรกจะมีก๊าซแอมโมเนียและก๊าซมีเทนละลายอยู่ด้วย ในเวลาต่อมาเมื่อน้ำใหลผ่านผิวโลก ทำให้เกิดการชะและกัดกร่อนพัดเอาธาตุและเกลือแร่ต่างๆมาสะสมไว้ด้วยกัน นอกจากนั้นการกระทำของกระแสน้ำและเกลียวคลื่นที่มีต่อชายฝั่งจะช่วยให้แร่ธาตุต่างๆถูกกัดกร่อนเซาะลงมาเพิ่มพูนอยู่ในห้วงน้ำมากขึ้น จึงทำให้แหล่งน้ำนั้นเริ่มมีความเค็มขึ้นที่ละน้อยๆ ดั้งนั้น อาจกล่าวได้ว่า น้ำนี้เป็นที่รวมของวัตถุต่างๆที่จะประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตแรกได้

วิวัฒนาการทางด้านชีวิต ก่อนที่เราจะได้ทราบทรรศนะของพระพุทธเจ้า ควรศึกษาแนวความคิดของนักชีววิทยาดูก่อน และนักชีววิทยาถือว่า สิ่งมีชีวิตเกิดจากวิวัฒนาการทางเคมี ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจตามลำดับ เราจึงจำป็นต้องกลับไปเริ่มต้นที่วิวัฒนาการทางเคมีต่อจากที่กล่าวมาแล้วดังนี้

ในแหล่งน้ำที่เริ่มมีความเค็มขึ้นทีละน้อยๆ ซึ่งนักชีววิทยาสันนิษฐานว่า เป็นแหล่งน้ำที่รวมของวัตถุธาตุต่างๆที่จะประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตนั้น เป็นระยะที่เริ่มเกิดสารประกอบอินทรีย์ชนิดมีเทนจำนวนมาก มีเทนนั้นจะทำปฏิกิริยาเคมีกับโมเลกุลของมีเทน น้ำ แอมโมเนีย หรือทำปฏิกิริยาเคมีกับอะตอมของธาตุหรือสารประกอบอื่นๆแล้วเกิดเป็นสารประกอบใหม่ขึ้นมาซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๖ ประเภท คือ

.น้ำตาล (Sugar)

.ไพริมีดีน (Pyrimidines)

.กรดอมิโน (Amino Acid)

.กรดไขมัน (Fatty Acid)

.กลีเชอลีน (Glycerin)

.พิวรีน (Purines)

ในการประกอบขึ้นเป็นอินทรีย์ทั้ง ๖ ชนิดนี้ จะต้องมีพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้องและแหล่งที่จ่ายพลังงานให้แก่ขบวนการปฏิกริยานี้มี ๒ แหล่ง

แหล่งแรก คือดวงอาทิตย์ แม้ว่าชั้นของหมอกเมฆที่หนาทึบจะบังกั้นแสงแดดไมให้ส่องถึงพื้นโลกได้ก็ตาม แต่รังสีต่างๆจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตราไวโอเลต(Ultraviolet) รังสีเอกซ์(X-Ray)และรังสีซึ่งมีอำนาจทะลุทะลวงสิ่งต่างๆก็สามารถจะพุ่งผ่านม่านเมฆนั้นลงมาได้

แหล่งที่สอง ได้แก่พลังงานที่ได้จากปรากฏการณ์ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และประจุไฟฟ้าซึ่งอยู่ในกลุ่มของเมฆหมอกที่ปกคลุมเป็นบรรยากาศของโลกในยุคนั้น พลังงานจากแหล่งทั้งสองนี้จะช่วยให้ก๊าซและสารต่างๆมารวมกันเป็นอินทรีย์สารได้ การที่มีอินทรีย์สารสะสมอยู่เช่นนั้น เป็นหนทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้เกิดชีวิตได้ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดชีวิตนั้นเป็นระยะที่สารอินทรีย์เชิงซ้อนต่างๆเกิดขบวนการสังเคราะห์ทางเคมี แล้วได้สารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ชนิดใหม่ต่อไปเรื่อยๆในบรรดาสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่เหล่านี้มีสารอินทรย์ที่สำคัญชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการรวมตัวระหว่างโปรตีนและกรดนิวคลีอิค สารนี้เรียกว่านิวคลีโอโปรตีน”(Nucleoprotein) จากสารนี้ได้มีคุณสมบัติใหม่เกิดขึ้นมา อันนับได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่ง มีความสามารถที่จะสร้างโมเลกุลใหม่ให้มีลักษณะเหมือนโมเลกุลเดิมได้ คุณสมบัตินี้คือ คุณสมบัติของการสืบพันธุหรือทวีจำนวน แม้ว่าการทวีจำนวนของนิวคลีโอโปรตีนเกิดขึ้นโดยองค์ประกอบย่อยของโมเลกุลเช่นน้ำตาล กรดอมีโน พิวรีน ไพริมิดีน และหมู่ธาตุฟอสเฟตซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในทะเล จะเข้ามาจับคู่กับสารที่เหมือนกันในนิวคลีโอโปรตีนโมโลกุลเดิมจนครบถ้วน ในเวลาต่อมาสารใหม่ที่จับคู่กันนั้นจะเชื่อมต่อกัน เป็นนิวคลีโอโปรตีนโมเลกุลใหม่ แล้วจึงแยกตัวออกไปจากโมเลกุลเดิม

การสร้างนิวคลีโอโปรตีนระยะหลังๆจึงมีการแบ่งสารที่เป็นองค์ประกอบและสารที่เป็นอาหาร ด้วยเหตุนี้ นิวคลีโอโปรตีนบางโมเลกุลจึงอาจมีโครงสร้างบางประการผิดแปลกออกไปกลายเป็นชนิดใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังมีความสามารถจะทวีจำนวนเผ่าพันธ์ของตนได้ โดยที่โมเลกุลซึ่งเกิดใหม่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ จึงเสมือนว่านิวคลีโอโปรตีนสามารถจะถ่ายทอดลักษณะของตนไปยังรุ่นลูกได้ การถ่ายทอดลักษณะของนิงคลีโอโปรตีนนี้เรียกว่า “มิวเตชั่น” (Mutation)

ด้วยปรากฏการณ์มิเตชั่นนี้เอง ทำให้เกิดนิวคลีโอโปรตีนขึ้นมาได้หลายพันธ์ซึ่งมีลักษณะผิดแปลกออกไป แต่ละสายพันธ์นั้นก็มีความสามารถแตกต่างกันจนเกิดเป็นการได้เปรียบกว่ากันขึ้น และเมื่อเวลานานเข้าสายพันธ์ที่มีความสามารถด้อยกว่าสายพันธ์อื่นก็จะถูกทำลายไป

ช่วงวิวัฒนาการดังกล่าวมานี้ นักชีววิทยาให้เหตุผลว่าเป็นช่วงที่สารอินทรีเริ่มมีคุณสมบัติก้ำกึ่งกันระหว่าง การมีชีวิตกับการไร้ชีวิต และในช่วงที่เกิดวิวัฒนาการเพื่อการมีชีวิตนั้น วิวัฒนาการทางเคมีก็หาได้หยุดลงเสียเลยไม่ ยังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ เพียงแต่สภาพการณ์ต่างๆ ที่อำนวยให้เกิดโมเลกุลของสารอินทรีย์นั้นสิ้นลง แต่การทวีจำนวนของนิวคลีโอโปรตีน ยังมีต่อไปพร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อจะเป็นหน่วยของชีวิตอย่าวแท้จริง หน่วยของชีวิตนี้นักชีววิทยาตั้งสมมุติฐานไว้อย่างหนึ่งว่า เกิดจากสารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในทะเลหรือมหาสมุทรจะมาจับกลุ่มกัน กลุ่มของสารอินทรีย์นี้ A.I.Oparin ให้ชื่อว่า โคแอคเซอร์เวท หน่วยหนึ่งๆนั้นส่วนมากเป็นโปรตีน ขณะที่โปรตีนละลายน้ำได้ โมเลกุลของโปรตีนจะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น ประจุไฟฟ้านี้จะดึงดูดโมเลกุลของน้ำให้มาเกาะติดรอบๆโคแอคเซอร์เวท นอกจากจะมีโมเลกุลของน้ำแล้ว ยังมีโมเลกุลของสารอินทรีย์อื่นๆมาเกาะติดด้วย ด้วยปรากฏการณ์นี้จะทำให้โคแอคเซอร์เวทเพิ่มขนาดขึ้นจนเป็นกลุ่มที่มีขนาดซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน สารต่างๆภายในโคแอคเซอร์เวทจะมีปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดพลังงานขึ้น พลังงานเหล่านี้จะดึงดูดให้โมเลกุลของสารที่อยู่บริเวณรอบนอกยึดเหนี่ยวกันแน่นขึ้นจนกลายเป็นสิ่งห้อหุ้ม (Shell)รอบโคแอคเซอร์เวทนั้น และแปรสภาพกลายเป็นชีวิตหน่วยแรกขึ้นซึ่งในเวลาต่อมาเรียกว่า เซลล์” (Cell) เซลล์นี้นักชีววิทยาในสมัยต่อมาได้ค้นคว้าสรุปและเห็นพ้องกันว่า มันคือก้อนโปรโตพลาสม์ซึ่งมีเยื่อบางๆหุ้มอยู่ เซลล์เป็นหน่วยโครงสร้างมูลฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งกิจกรรมต่างๆเพื่อการดำรงชีวิตจะเกิดขึ้นจากการทำงานภายในเซลล์นั้น สิ่งมีชีวิต ทุกชนิด (ไม่ว่าสัตว์ คนหรือพืช) จะมีเซลล์เป็นองค์ประกอบทั้งทางรูปร่างและหน้าที่

วิวัฒนาการทางด้านชีวิตที่กล่าวมานี้เป็นทรรศนะของนักชีววิทยาซึ่งสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตเกิดมาจากวิวัฒนาการทางด้านเคมีก่อน ครั้นแล้ววิวัฒนาการทางด้านเคมีนั้นก็แปรสภาพมาเป็นหน่วยชีวิตที่เรียกว่า เซลล์และเซลล์นั้นเองนับได้ว่าเป็นโครงสร้างขั้นมูลฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

หลังจากได้ศึกษาทรรศนะของนักชีววิทยามาแล้ว ต่อไปจะได้ศึกษาวิวัฒนาการทางด้านชีวิตในทรรศนะของพระพุทธเจ้าดูบ้าง ในอัคคัญญสูตรนี้เองได้ยืนยันว่า พร้อมกับการเกิดขึ้นของโลกนั้นพระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงถึงการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตไว้ด้วย และสิ่งมีชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในอัคคัญญสูตร ตอนที่ว่าด้วยเรื่องเกิดมีโลกนั้นปรากฏว่ามี ๒ อย่างคือ

.ชีวิตของพืช

.ชีวิตของมนุษย์

ชีวิตของพืช พืชในที่นี้คือ ข้าวสาลี ก่อนที่จะพูดถึงชีวิตของพืช จำเป็นที่เราจะต้องกลับไปศึกษาวิวัฒนาการทางด้านวัตถุในทรรศนะของพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ในอัคคัญญสูตรของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เดิมทีเดียวจักวาลทั้งจักวาลมีแต่น้ำทั้งนั้น ต่อมาจึงมีง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น ต่อมาง้วนดินได้หายไปปรากฏเป็นกระบิดินขึ้นมาแทน ต่อมากระบิดินได้หายไปปรากฏเป็นเครือดินขึ้นมาแทน และต่อมาเครือดินก็ได้หายไปปรากฏมีข้าวสาลีงอกขึ้นมา พระพุทธพจน์ตอนนี้หากจะอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์คงได้ว่า ง้วนดินที่ลอยอยู่บนน้ำนั้นก็คืออินทรย์สารต่างๆที่เริ่มรวมตัวกันเป็นของแข็ง แต่ว่าในช่วงนี้ยังมีลักษณะหมาดๆต่อมาได้อาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์จึงทำให้อินทรีย์สารเริ่มรวมตัวกันเป็นของแข็งมีสภาพแข็งยิ่งขึ้นจนเรียกว่ากระบิดิน ด้วยพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์กระบิดินก็ได้วิวัฒนาการต่อไปจนกลายมาเป็นพื้นผิวดิน เนื่องจากได้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมคือพื้นดินและมีอุณหภูมิที่พอเหมาะเชื้อของข้าวสาลีที่ปนอยู่ในอิททรีย์สารก็ได้โอกาสงอกขึ้น และคำอธิบายนี้มาตรงกับคำอธิบายของนักชีววิทยาที่ว่า จากการที่ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์และจากปรากฎการณ์ เช่น ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า จะทำให้อินทรีย์สารต่างๆที่สะสมอยู่ในแหล่งน้ำบนพื้นโลกรวมตัวกัน เป็นสารประกอบอินทรีย์ และอินทรีย์สารเหล่านี้จะเกิดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ อินทรีย์สารที่เกิดขึ้นในระยะนี้ยังไม่มีความซับซ้อนในองค์ประกอบมากมายนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การที่อินทรีย์สารสะสมอยู่เช่นนี้เป็นหนทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้เกิดชีวิตขึ้นมาได้

ชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ในที่นี้คือมนุษย์พวกแรกที่เกิดขึ้นหลังจากโลกเกิดขึ้นได้ไม่นานในอัคคัญญสูตรพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ขณะที่โลกนี้กลับวิวัฒนาการอีก โดยมากเหล่าสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์จำพวกนี้จากหลักฐานที่พุทธพจน์สรุปได้ว่า เป็นมนุษย์พวกแรกในโลกกล่าวคือเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษคือ

-เกิดจากใจ(มโน จิต วิญญาณ)ของตนเองโดยไม่ต้องอาศัยบิดามารดา เป็นผู้ให้กำเนิดเหมือนอย่างมนุษย์

-มีแสงสว่างในตังเองแทนแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

-มีปีติเป็นอาหาร ไม่ต้องริโภคอาหารอย่างมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

-ท่องเที่ยวไปในอาการได้(เหาะ)

-มีวิมานอยู่แทนบ้าน

-และไม่มีผู้หญิง ผู้ชาย

ทำไมมนุษย์ยุคแรกจึงมีลักษณะพิเศษอย่างนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่ามนุษย์พวกนี้คือ พวกอาภัสสรพรหมที่จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ และอาภัสสรพรหมที่จุติมานี้คือพวกมนุษย์ที่มีอยู่ในยุคที่โลกใกล้พินาศ

พระอรรภกถาจารย์อธิบายว่า ก่อนโลกใกล้พินาศประมาณหนึ่งแสนปี พวกเทวดาชั้นกามาจร(พวกเทวดาที่อยูใกล้มนุษย์)พวกหนึ่งชื่อ โลกพยูหะ จะร้องไห้สยายผมเอามือเช็ดน้ำตาและมีรูปร่างแปลกๆท่องเที่ยวไปในถิ่นมมนุษย์เตือนให้รู้ว่า โลกจะพินาศแล้ว และเชิญชวนให้มนุษย์ทั้งหลายทำคุณงามความดี

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2011 เวลา 19:18 น.