ปฏิจจสมุปบาท (๓)
วันพุธที่ 01 ธันวาคม 2010 เวลา 12:12 น.

 

ในฐานะเป็นธรรมอธิบายความหมายของอนัตตา

ในอริยสาวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

เมื่อมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งนี้ตามมา เมื่อไม่มีสิ่งนี้ จึงไม่มีสิ่งนี้ตามมา


จริงอยู่ ในพระพุทธพจน์บทนี้ คำว่า สิ่งนี้ก็คือ อวิชชา สังขาร เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง แต่ก็สามารถนำไปใช้ได้กับสิ่งทั้งปวงอันแสดงให้เห็นว่า สรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกต่างล้วนเป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น กล่าวคือ ของสิ่งหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดของอีกสิ่งหนึ่งได้

ตัวอย่าง ไอน้ำ เกิดมาจากที่แดดเผาน้ำจนกลายเป็นไอ จากไอน้ำก็รวมตัวไปเป็นก้อนเมฆ จากก้อนเมฆก็กลั่นตัวลงเป็นน้ำฝนตกลงสู่โลก

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ไอน้ำไม่ใช่ก้อนเมฆ และก้อนเมฆก็ไม่ใช่น้ำฝน แต่ไอน้ำก็เกิดมาจากน้ำ ก้อนเมฆก็เกิดมาจากไอน้ำ และน้ำฝนก็เกิดมาจากก้อนเมฆ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ตามหลักปฎิจจสมุปบาทว่า

น้ำเป็นปัจจัยให้เกิดไอน้ำ ไอน้ำเป็นปัจจัยให้เกิดก้อนเมฆ ก้อนเมฆเป็นปัจจัยให้เกิดน้ำฝน และน้ำฝนก็เป็นปัจจัยให้เกิดน้ำอีก

จากคำกล่าวนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า น้ำก็ดี ไอน้ำก็ดี ก้อนเมฆก็ดี น้ำฝนก็ดี ไม่มีตัวตนที่แท้จริงเลย ทุกอย่างเกิดขึ้น และเป็นไปตามปัจจัย

นามรูป คือ ชึวิตของคนเราก็เช่นกัน ไม่มีตัวตนที่แท้จริงต่างล้วนเป็นปัจจัยให้กันและกันเกิดขึ้น

ควรศึกษาองค์ธรรมใดก่อน

ตามหลักฐานที่ปรากฎในพระไตรปิฏก พบว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฎิจจสมุปบาท โดยยกองค์ธรรมขึ้นแสดงนำซึ่งจะเป็นองค์ธรรมข้อใดก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่อุปนิสัยของผู้ฟัง บางครั้งทรงยกอวิชชาขึ้นแสดง บางครั้งทรงยกตัณหาขึ้นแสดง บางครั้งทรงยกเวทนาขึ้นแสดง บางครั้งทรงยกวิญญาณขึ้นแสดง บางครั้งทรงยกอายตนะ ๖ ขึ้นแสดง จากนั้นทรงยกผัสสะขึ้นแสดง แต่บางครั้งก็ทรงยกชาติ ชรามรณะขึ้นแสดง จากนั้นก็ทรงแสดงโยงไปหาองค์ธรรมข้ออื่นๆ

ฉะนั้น จะศึกษาองค์ธรรมใดก่อนก็ได้ เพราะเมื่อเข้าใจองค์ธรรมใดองค์ธรรมหนึ่งได้ดีแล้ว ก็จะช่วยให้เข้าใจองค์ธรรมอื่นๆ ด้วยเพราะเกี่ยวเนื่องถึงกัน

ปฎิจจสมุปบาท ๒ สาย

นักศึกษาธรรมะมักถกเถียงกันว่า ปฎิจจสมุปบาทอธิบาย แต่เฉพาะเรื่องของขณะปัจจุบันเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเวียนว่ายตายเกิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็โต้แย้งว่า อธิบายเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องขณะปัจจุบันเท่านั้น

ผู้เขียนเองเบื้องต้นก็สงสัย แต่เมื่อศึกษาปฎิจจสมุปบาทอย่างดีแล้วจึงได้ทราบว่าปฎิจจสมุปบาทอธิบายทั้งขณะปัจจุบันและการเวียนว่ายตายเกิด

ฉะนั้น ปิจจสมุปบาทจึงเกี่ยวข้องทั้ง ๒ สาย คือ เรื่องราวในชีวิตประจำวัน และเรื่องราวเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด แต่เพื่อความเข้าใจง่าย ควรจะศึกษาปฎิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวันให้เข้าใจดีเสียก่อน แล้วจะช่วยให้เข้าใจปฎิจจสมุปบาทที่ว่าด้วยเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

นิยามและความหมาย

ปฎิจจสมุปบาท มี ๑๒ อาการ แต่ละอาการมีนิยาม และความหมายที่ควรศึกษาให้ทราบไว้เป็นเบื้องต้น ดังนี้

๑. อวิชชา ประกอบด้วยคำ อ (ไม่) วิทฺ (รู้) ย ปัจจัย และ อา การันต์สำเร็จรูปเป็น อวิทฺยา บาลีนำมาใช้ในรูปคำว่า อวิชฺชา มีข้อควรศึกษา คือ

ความหมาย ไม่รู้

หน้าที่ ปรุงต่งจิตหรือวิญญาณให้หลงงมงาย

ผลปรากฎที่ชัดเจน ปกปิดไม่ให้รู้ตามความเป็นจริง

ฐานเกิด อาสวะ คือ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิต กิเลสที่ไหลออกอยู่ตลอดต่อเนื่อง กิเลสที่ทำให้สัตว์ไหลไปตาม ได้แก่ ความใคร่ในกาม (กามาสวะ) ความเห็นผิดจากคำนองคลองธรรม (ทิฎฐาสวะ) ความยินดีในภพ ความอยากเป็น ความอยากยิ่งใหญ่ ความอยากยั่งยืน (ภวาสวะ) รวมทั้งอวิชชาเองด้วย (อวิชชาสวะ)

อวิชชา คือ โมหเจตสิก ต่อแต่นี้ไปจักได้กล่าวถึงความหมายของอวิชชาที่ว่า ไม่รู้ หมายถึง ไม่รู้ความจริง ไม่รู้สื่งที่ควรรู้ รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ รู้ไม่แจ้ง

ไม่รู้ความจริง หมายถึง ไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิตคือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ สัจจะ ๔

ที่ว่า ไม่รู้ว่าชีวิต คือ ขันธ์ ๕ นั้นได้แก่ ไม่รู้ว่าชีวิตประกอบด้วยขันธ์คือ กอง ๕ กอง คือ กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร และกองวิญญาณ และกองทั้ง ๕ กองนี้ เมื่อสรุปแล้วก็คือ กองรูปกับกองนาม (โดยกองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร และกองวิญญาณ จัดรวมเป็นกองนาม)

ที่ว่า ไม่รู้ว่าชีวิตคือ อายตนะ ๑๒ นั้นได้แก่ ไม่รู้ว่า ชีวิตเป็นการติดต่อกันระหว่างอายตนะ (แดนติดต่อ) ภายในกับอายตนะ (แดนดึงดูด) ภายนอกหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่รู้ว่า ชีวิตคือการที่ตาได้เห็นรูป การที่หูได้ยินเสียง การที่จมูกได้กลิ่น การที่ลิ้นได้ลิ้มรส การที่ร่างกายได้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เป็นต้น และการที่ใจได้นึกคิดไปตามอารมณ์ที่มากระทบประสาทสัมผัส

ที่ว่า ไม่รู้ว่าชีวิต คือธาตุ ๑๘ นั้นได้แก่ ไม่รู้ว่าชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับธาตุอันได้แก่หลักเกณฑ์หรือเหตุผลตามธรรมชาติ คือ ความรู้สึกที่เกิดเนื่องจากอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก กระทบกัน หรือพูดง่ายๆก็คือ ไม่รู้ว่าชีวืต คือ

ตา กับ รูป กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือ การเห็น

หู กับ เสียง กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือ การได้ยิน

จมูก กับ กลิ่น กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือ การได้กลิ่น

ลิ้น กับ รส กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือ การรู้รส

กาย กับ โผฎฐัพพะ (สิ่งสัมผัสทางกาย) กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผลคือ การรับรู้ทางกาย

ใจ กับ ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่รับมาจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕) กระทบกันเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือ การรับรู้ทางใจ (ความนึกคิด)

ที่ว่า ไม่ร้ว่าชีวิต คือ อินทรีย์ ๒๒ นั้น ได้แก่ ไม่รู้ว่าชีวิตแต่ละส่วนมีหน้าที่เฉพาะของมันอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่รู้ว่าชีวิตคือ

ตา ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการดูการเห็นรูป (จกฺขุนฺทฺริยํ)

หู ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการฟังเสียง (โสตินฺทฺริยํ)

จมูก ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการดมกลิ่น (ฆานินฺทฺริยํ)

ลิ้น ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการรู้รส (ชิวฺหินฺทฺริยํ)

กาย ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการรับรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง (กายินฺทฺริยํ)

ใจ ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในความนึกคิด (มนินฺทฺริยํ)

ความเป็นหญิง (อิตถีภาวะ) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งรูปหญิง (อิตฺถินฺทฺริยํ) ให้เกิด

ความเป็นชาย (ปุริสภาวะ) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งรูปชาย (ปุริสินฺทฺริยํ) ให้เกิด

ชีวิต ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการรักษารูปให้คงอยูและดำเนินไปได้ (ชีวิตินฺทฺริยํ)

ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งรูปให้เป็นสุข (สุขินฺทฺริยํ)

ความรู้สึกเป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งรูปให้เป็นทุกข์ (ทุกขินฺทฺริยํ)

ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้เป็นสุข (โสมนสุลินฺทฺริยํ)

ความรู้สึกเป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา)ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้เป็นทุกข์ (โทมนสฺลินฺทฺริยํ)

ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกฺขาเวทนา) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้เป็นกลาง (อุเบกฺขินฺทฺริยํ)

ความเชื่อ (สัทธา)ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้ปักใจเชื่อมั่น (สทฺธินฺทฺริยํ)

ความเพียร (วิริยะ) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้ขยันและกล้า (วิริยินฺทฺริยํ)

ความระลึก (สติ) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้จับขณะปัจจุบันได้ทัน (สตินฺทฺริยํ)

ความมั่นคง (สมาธิ) ทำหน้าที่เฉพาะคือเป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้สงบนิ่ง มั่นคง (สมาธินฺทฺริยํ)

(มีต่อ)