ปฏิจจสมุปบาท (๒)
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 07 ตุลาคม 2010 เวลา 15:18 น.

 

.ธัมมนิยามตา หรือ ธัมมนิยาม คือ ความแน่นอนแห่งธรรม หรือ ความแน่นอนตามธรรม หรือความแน่นอนแห่งปัจจัย สิ่งที่แน่นอนตามปัจจัยนั้น ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรา มรณะ ซึ่งก็หมายความว่า

อวิชชา เป็นปัจจัยให้สังขารเกิดแน่นอน

สังขาร เป็นปัจจัยให้วิญญาณเกิดแน่นอน

วิญญาณ เป็นปัจจัยให้นามรูปเกิดแน่นอน

นามรูป เป็นปัจจัยให้สฬายตนะเกิดแน่นอน

สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้ผัสสะเกิดแน่นอน

ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เวทนาเกิดแน่นอน

 

เวทนา เป็นปัจจัยให้ตัณหาเกิดแน่นอน

 

ตัณหา เป็นปัจจัยให้อุปาทานเกิดแน่นอน

อุปาทาน เป็นปัจจัยให้ภพเกิดแน่นอน

ภพ เป็นปัจจัยให้ชาติเกิดแน่นอน

ชาติ เป็นปัจจัยให้ชรามรณะเกิดแน่นอน

เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ย่อมเกิดด้วยอย่างแน่นอน

. อิทัปปัจจยตา คือ ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย หมายถึง เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มีตาม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นตาม สิ่งที่เมื่อสื่งนี้มีสิ่งนี้ก็มีตาม ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อ อวิชชามีสังขารก็มีตาม เมื่อสังขารมีวิญญาณก็มีตาม เมื่อวิญญาณมีนามรูปก็มีตาม เมื่อนามรูปมีสฬายตนะก็มีตาม เมื่อสฬายตนะมีผัสสะก็มีตาม เมื่อผัสสะมีเวทนาก็มีตาม เมื่อเวทนามีตัณหาก็มีตาม เมื่อตัณหามีอุปาทานก็มีตาม เมื่ออุปาทานมีภพก็มีตาม เมื่อภพมีชาติก็มีตาม เมื่อชาติมีชรามรณะ รวมทั้ง โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็มีตามด้วย

. ตกถา คือความเป็นเช่นนั้น หมายถึง ความเป็นจริงอย่างนั้น สิ่งที่เป็นจริงอย่างนั้น ก็คือ อวิชชาเป็นปจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ ซึ่งเป็นความจริงที่คงอยู่ตลอดไป และเป็นความจริงที่ว่าเมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นของจริงที่เกิดตามมาจริง

. อวิตถตา คือ ความเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นเช่นนั้น หมายถึง ความเป็นจริงอย่างนั้นไม่ผันแปรไปเป็นความไม่จริง สิ่งที่เป็นจริงโดยไม่ผันแปรนั้น ก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ และก็เป็นความจริงโดยไม่มีทางผันแปรไปได้อีกที่ว่า เมื่อมีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นจริงที่เกิดตามมาโดยไม่ผันแปร

. อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นอย่างอื่น หมายถึงความเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้ สิ่งที่เป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้ก็คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ และก็เป็นอย่างอื่นจากที่เป็นมานี้ไม่ได้ ก็คือ เมื่อมีชาติแล้ว ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นจริงที่เกิดตามมาโดยไม่ผันแปรเป็นอื่นจากนี้ไปได้

. ปัจจยาการ คือ อาการตามปัจจัย หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นตามปัจจัย ซึ่งหมายความว่า อวิชชา สังขาร ฯลฯ ชาติ ชรามรณะ ต่างเกิดขึ้นตามปัจจัยปรุงแต่ง และเมื่อมีชาติแล้ว ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เกิดตามปัจจัยด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือชื่อเรียกปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเท่ากับให้ความหมายขยายความของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จากที่ได้ศึกษามาพบว่า ชื่อทั้งหมดมีปรากฏอยู่ทั้งในพระสุตตันตปิฏก พระวินัยปิฏก และพระอภิธรรมปิฏก

ในฐานะเป็นธรรมเทศนาสายกลาง

ในกัจจานโคตตสูตร พระพุทะเจ้าตรัสไว้ว่า

กัจจานะ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นที่สุดโต่งข้างหนึ่ง ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มี ก็เป็นที่สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ตถาคตหลีกเลี่ยงที่สุดโต่งทั้ง ๒ นี้มาแล้ว มาแสดงเป็นสายกลางว่า อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส กองทุกข์ทั้งมวลเกิดขึ้นได้อย่างนี้

จากพระพุทธพจน์นี้ทำให้เราทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสถึงที่สุดโต่ง ๒ ส่วน ส่วนแรกจัดเป็น สัสสตทิฏฐิเพราะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ตลอดกาล ส่วนที่ ๒ จัดเป็นอุจเฉททิฏฐิเพราะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ตลอดกาล ทิฏฐิทั้ง ๒ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด ที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธว่าไม่ถูกต้อง

คำว่า สิ่งทั้งปวงในที่นี้ ก็คือ สิ่งที่พระพุทธศาสนาสรุปเรียกว่า นามรูป นั่นเอง ซึ่งฝ่ายที่เป็นสัสสตทิฏฐิก็มีความเห็นว่า เป็นของเที่ยงแท้ ยั่งยืน จึงมีอยู่ตลอดไป แต่ฝ่ายที่เป็น อุจเฉททิฏฐิก็มีความเห็นว่า เป็นของไม่เที่ยงแท้ไม่ยั่งยืน จึงถือว่าไม่มีอยู่ตลอดไปขาดสูญได้ เพื่อให้พ้นไปจากความเห็นที่สุดโต่งทั้ง ๒ นี้พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมสายกลางให้พิจารณาว่า สิ่งทั้งปวงคือ นามรูปนั้นจะมีหรือไม่มีขึ้นอยู่ที่ปัจจัยต่างๆเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากปัจจัยมีอยู่สิ่งทั้งปวงก็ยังคงมีอยู่ หากไม่มีปัจจัย สิ่งทั้งปวงก็ไม่มี

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้เรียกปฏิจจสมุปบาทอีกทางหนึ่งว่า มัชเฌนธัมมเทสนาคือ ธรรมเทศนาสายกลาง หรือ การแสดงธรรมโดยเป็นกลาง

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 07 ตุลาคม 2010 เวลา 22:32 น.