จิต มโน วิญญาณ(๔)
วันพฤหัสบดีที่ 07 ตุลาคม 2010 เวลา 00:00 น.

 

จิต มโน วิญญาณ

ตัวการทรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งการสร้างสรรค์

แนวความคิดทั่วๆไป

เราได้ทราบกันมาแล้วว่า จิตสามารถสร้างสิ่งที่วิจิตรต่างๆขึ้นมาได้ ความสามารถนี้ เกิดมาได้ก็เพราะในตัวจิตเองมีอำนาจแห่งการสร้างสรรค์อยู่ ก่อนที่เราจะศึกษาอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของจิตในแง่ของพระพุทธศาสนากันให้ถ่องแท้ เราน่าจะได้เริ่มต้นจากระบบปรัชญานอกพระพุทธศาสนาไปก่อน เพื่อว่าบางทีเราน่าจะได้แง่คิดศึกษาเปรียบเทียบและเข้าใจเหตุผลทางพระพุทธศาสนามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้

ในเรื่องของจิตเป็นตัวการทรงไว้ ซึ้งอำนาจแห่งการสร้างสรรค์นี้ อนักซาโกรัส (Anaxagoras) ปรัชญาเมธีของกรีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่อริสโตเติล (Aristotle) นับถือมากได้กล่าวไว้ว่า จิตและสสารมีอยู่คู่กันชั่วนิรันดร ท่านได้อธิบายต่อไปว่า สสารคือส่วนประกอบต่างๆของอนุภาค(ปรมาณู) ที่รวมตัวกัน ส่วนจิตเป็นพลังที่ประกอบไปด้วยพุทธิปัญญาซึ่งทำให้สิ่งต่างๆเคลื่อนไหว จนทำให้เกิดโลกขึ้น เหตุผลที่ทำให้ท่านมีความคิดเช่นนี้ ก็คือการเป้นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนของโลก ซึ่งทำให้เชื่อว่า ตัวการที่ทำให้สสารสามารถรวมตัวกันอย่างมีระเบียบนั้นก้คือพลังจิตนั่นเอง

ตามแนวความคิดของอนักซาโกรัสนี้ ทำให้เรามองเห็นว่า ปรัชญาของกรีกในฐานะเป็นปรัชญาของชาวตะวันตกมีจุดสำคัญอยู่ที่โลก และโลกเมื่อแยกออกแล้วก็มีส่วนประกอบเพียง ๒ คือ สสาร และ พลังงาน

ในทางตะวันออก โดยเฉพาะปรัชญาอินเดีย แน่นอนว่าแนวความคิดและจุดสนใจก็อยู่ที่ดลกเหมือนกัน จนกระทั่งปรัชญาบางสาขา (เช่นสางขยะ) ตั้งข้อสรุปไว้ว่า โลกเรานี้มีส่วนประกอบอยู่ ๒ ส่วนที่สำคัญคือ ประกฤติ กับ ปุรุษ ซึ่งทั้งปกฤติและปุรุษนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปรัชญากรีกแล้วก็คือ สสวรและพลังงานนั่นเอง

แนวความคิดของพระพุทะเจ้า

ในทางพระพุทธศาสนา มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กันหรือไม่ ตอบว่า มี แต่ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีความสนใจแตกต่างไปจากปรัชญาเมธีของกรีกและอินเดียคนอื่นๆ นั่นคือพระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกให้สนใจศึกษาเรื่องโลกภายใน(ตัวเรา)ยิ่งกว่าเรื่องโลกภายนอก(ระบบจักรวาลต่างๆ) ดังเราจะเห็นได้จากพระพุทธดำรัสที่ว่า

ดูก่อนผู้มีอายุ เราตถาคตย่อมบัญญัติโลก เหตุเกิดของโลก ความดับของโลก และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับของโลกในร่างกายที่ยาววา (หนาคืบ) ซึ่งมีสัญญามี่ในเท่านั้น

พุทธดำรัสนี้ เมื่อเรานำมาวิเคราะห์แล้ว จะพบแนวความคิดที่มีเหตุผลของพระองค์ว่า

.ขณะที่นักปรัชญาอินเดียคนอื่นๆต่างให้ความสนใจและพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับโลกภายนอกอยู่นั้น พระพุทธเจ้ากลับทรงเห็นว่า การศึกษาโลกภายนอกไม่ใช่เป็นทางตรงอันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่เป็นเพียงการสนองตอบความอยากรู้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม และจะทำให้พบกับปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น จึงทรงหันมาให้ความสนใจเพื่อแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกภายใน(ตัวเรา)

. การเข้าใจเรื่องโลกภายใน จะเป็นหนทางนำไปสู่การเข้าใจเรื่องโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเปรียบเทียบกันในด้านโครงสร้างทางวัตถุแล้ว โลกภายนอกเกิดมาจากการรวมตัวกันของสิ่งที่เล็กที่สุด คืด ปรมาณู (Atom)ส่วนโลกภายในคือร่างกายของคนเราเกิดมาจากการขยายตัวของหน่วยชีวิตที่เล็กที่สุด คืด เซลล์(Cell) ซึ่งทั้งเซลล์และปรมาณูนี้ ย่อมมีส่วนประกอบที่เหมือนกันคือธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ

. ธาตุทั้ง ๔ ทางพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นธาตุที่ไม่มีความรู้สึก ในเมื่อไม่มีความรู้สึก แต่ว่ามันสามารถรวมตัวกันได้อย่างเหมาะสมและมีระเบียบเป็นโลกภายใน(ตัวเรา)และโลกภายนอก(จักวาล)แสดงว่าเบื้องหลังการรวมตัวกันของธาตุทั้ง ๔ นี้ จะต้องมีตัวการที่ทรงไว้ซึ้งอำนาจแห่งการรวมรวมและสร้างสรรค์อย่างแน่นอน ตัวการนั้นคืออะไร?

.สรุปแล้ว ทั้งโลกภายในและโลกภายนอก เมื่อว่าโดยส่วนประกอบที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบมีอยู่ ๒ ส่วนเหมือนกัน ส่วนประกอบนั้น ขณะที่ปรัชญาเมธีกรีกเรียกว่าสสารและพลังงาน ปรัชญาอินเดีย(เช่นสางขยะ) เรียกว่า ประกฤติและปรุษ แต่พระพุทะเจ้าทรงเรียกว่า นาม และ รูป

นามรูป : ผลิตผลของ จิต มโน วิญญาณ

ได้กล่าวว่า นามรูป คือ โลกภายใน และ โลกภายนอก โลกภายใน ได้แก่ ชีวิตคนและสัตว์ ส่วนโลกภายนอกได้แก่ สิ่งนอกเหนือไปจากดนและสัตว์ เช่นต้นไม้ ภูเขา ก้อนหิน เมื่อนามรูป คือโลก นามรูปเกิดมาได้เพราะวิญญาณ(จิต มโน) เป็นปัจจัย ฉะนั้น หากใครจะถามว่าโลกเกิดจากอะไร? ใครเป็นผู้สร้าง? คำตอบก็คือ เกิดมาเพราะวิญญาณ วิญญาณเป็นผู้สร้าง

แนวทางการศึกษาเรื่อง การสร้างโลก

เราแบ่งการศึกษาออกเป็นโลกภายใน และ โลกภายนอก ด้งนี้

.โลกภายใน : คนและสัตว์

หากเรานำคนสักคนหนึ่งหรือสัตว์สักตัวหนึ่ง มาแยกส่วนประกอบดูแล้ว จะพบว่าทั้งคนและสัตว์นั้น ประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ ๒ ส่วนคือ ส่วนที่เป็นนามและส่วนที่เป็นรูป

.๑ นาม ได้แก่ ส่วนที่เป็นวิญญาณ(จิต มโน) และเจตสิกซึ่งทำหน้าที่ในการรับรู้สัมผัสต่างๆตลอดถึงการบังคับควบคุมร่างกาย

.๒ รูป ได้แก่ส่วนที่ปรากฏเป็นตัวตนตลอดตลอดถึงบุคลิกลักษณะ แบ่งออกไปได้อีกเป็น

..๑ มหาภูตรูป รูปที่แปรสภาพออกไปเป็นสิ่งต่างๆในร่างกาย ในที่หมายถึง ธาตุเดิมของส่วนประกอบทุกอย่างมี ๔ คือ

ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน)มีลักษณะเด่นคือ ความเข้มแข็ง ความหยาบแข็ง แปรสภาพออกไปเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ใส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า

อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) มีลักษณะเด่นคือ ความเอิบอาบ ซึมซาบ เชื่อมประสานส่วนประกอบต่างๆให้รวมตัวกัน แปรสภาพออกไปเป็น ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร (น้ำปัสสวะ)

เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) มีลักษณะเด่นคือ ความร้อน (อุณหภูมิ) แปรสภาพออกเป็นไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ไฟที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ไฟเผาผลาญร่างกาย ไฟย่อยอาหาร

วาโยธาตุ (ธาตุลม) มีลักษณะเด่น คือ การพัดผันที่ทำให้เกิดเคลื่อนไหวอริยาบถ แปรสภาพไปเป็นลมเล่นขึ้นเบื้องบน ลมแล่นลงสู่เบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในใส้ ลมซานไปตามตัว ลมหายใจ

..๒ อุปทายรูป รูปที่อาศัยมหาภูตรูปที่เกิดในที่นี้หมายถึง

ปสาทรูป ๕ (ระบบประสาทที่เป็นทางเดินของวิญญาณ) คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย

โคจรรูป ๔ (รูปที่วิญญาณสามารถรับรู้) คือ รูป เสียง กลิ่น รส

ภาวรูป ๒ (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ) คือ อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) และ ปริสินทรีย์ (ความเป็นชาย)

หทัยรูป ๑

ชีวิตรูป ๑ (ชีวิต)

อาหารรูป ๑ (โอชา)

ปริจเฉทรูป ๑ (ช่องว่างในร่างกาย)

วิญญัติรูป ๒ (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) คือ กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกวย) วจีวิญญัติ (การแคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา)

วิการรูป ๓ คือ ลหุตา (ความเบา) มุทุตา (ความอ่อน) กัมมัญญตา (ความควรแก่งาน)

ลักขณรูป ๔ คือ อุปจยะ (ความเกิด) สันตติ (ความสืบต่อ) ชรต (ความทรุดโทรม) อนิจจตา (ความแตกสลาย)

รวมเป็น ๒๔ รูป นอกจากนี้ ลักษณะสูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม สวย ไม่สวย เหล่านี้จัดเป็นอุปาทายรูปเหมือนกัน

ชีวิตคนและสัตว์ และประกอบด้วยนามและรูปทั้งสองนี้ซึ่งทั้งนามรูปต่างก็มีความเป็นไปอาศัยกันและกัน นาม (จิตและเจตสิก) หากไม่มีรูปแล้ว ก็ไม่สามารถสำแดงตัวออกมาได้เพราะขาดที่อาศัย เช่น หากไม่มีมันสมอง ความนึกคิดก็ไม่เกิดในขณะเดียวกัน รูปหากไม่มีนานก็คงไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ อย่างไรก็ตาม นามและรูปในลักษณะดังกล่าวมานี้ก็เป็นปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นผลของเหตุในอดีต แล้วอะไรเล่าคือเหตุในอดีตของนามรูปนั้น

นักชีววิทยาบอกเราว่า เพราะอสุจิ (Sperm) ของพ่อผสมกับไข่(Ovum)ของแม่จึงเกิดเป็นตัวคน (นามรูปในปัจจุบัน)ขึ้น ในทางพุทธศาสนาบอกว่ามิใช่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพ่อแม่เท่านั้นหรอก หากแต่จะต้องมีสัตว์เข้ามาปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาด้วย ตัวคน (นามรูปในปัจจุบัน)จึงจะเกิดขึ้นได้ ดังพระพุทธเจ้าดำรัสที่ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล มารดาบิดามารดาอยู่ร่วมกัน ๑ มารดาอยู่ในวัยมีระดู ๑ คันธัพพะปรากฎ (ในครรภ์มารดา) ๑ เพราะความประชุมพร้อมแห่งเหตุทั้ง ๓ ดังกล่าวมานี้ เมื่อนั้นจึงจะถือว่า (มารดา) ตั้งครรภ์

จากพระพุทธพจน์ที่อ้างมานี้ เราเห็นว่า ๒ ข้อแรกตรงกับแนวความคิดของนักชีววิทยา เพราะแน่นอนว่า ระยะเวลาที่หญิงจะมีลูกได้นั้น ต้องเป็นวัยที่ยังมีระดู ยิ่งไปกว่านั้นหากปราศจากชายมาทำหน้าที่ของพ่อแล้ว มารดาแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถจะตั้งครรภ์ได้ ฉะนั้น ๒ ข้อแรกจึงเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักชีววิทยา

ส่วนข้อที่ ๓ ที่ว่า มีคันธัพพะมาปรากฏ นั้นนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว เห็นจะไม่มีนักชีววิทยาคนใดกล่าวไว้เลย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับนักชีววิทยาใครจะล้ำหน้าหรือล้าหลังกว่ากัน(ปัญหาข้อนี้จะขอพักไว้ก่อน)

เมื่อนักชีววิทยาพูดว่า ไข่ของแม่ที่ผสมกับน้ำอสุจิของพ่อ(หรือพูดสั้นๆว่าไข่ที่ผสมเชื้อไว้) นั้นเป็นต้นกำเนิดของชีวิตคน ย่อมหมายถึงว่า คนและสัตว์เติบโตมาจากสภาพที่เล็กที่สุด เนื่องจากไข่ของแม่เล็กมาก ขนาดไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งวิวัฒนาการแห่งชีวิตในลักษณะนี้เมื่อเปรียบเทียบกับหลักที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำออกมาสั่งสอน ก็มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะในขณะที่นักชีววิทยาพูดถึงไข่ของแม่ที่ผสมเชื้อไว้ว่ามีลักษณะเป็นเมือก พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่อง กลละไว้กลละคือน้ำใสที่ไม่ขุ่นข้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเจริญเติบโตของคนและสัตว์ในครรภ์มารดา จากนั้นพระองค์ก็ตรัสถึงขั้นตอนแห่งการวิวัฒนาการไปตามลำดับ กล่าวคือ จาก กลละ(หยดน้ำใส)ก็จะแปรสภาพข้นขึ้นเรียกวา อัพพุทะ จากอัพพุทะ(น้ำขุ่นข้น) ก็จะแปรสภาพเป็นชิ้นเนื้อมีลักษณะแดงบาง เรียกว่า เปสิ จากเปสิ ก็จะแปรสภาพเป็นก้อนค่อยๆแข็งตัวขึ้น เรียกว่า ฆนะ (ก้อนแข็ง) จากฆนะนี้เองก็จะมีปุ่ม ๕ ปุ่มเกิดขึ้นเรียกว่า ปัญจสาขา คือ ปุ่มศีรษะ ๑ ปุ่ม ปุ่มแขน ๒ ปุ่ม ปุ่มขา ๒ ปุ่ม ปุ่ม ๕ ปุ่มนี้แหละที่เป็นต้นกำเค้าเกิดรูปร่างของคนซึ่งปรากฏชัดขึ้นในเวลาต่อมา

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 07 ตุลาคม 2010 เวลา 12:12 น.