ปฏิจจสมุปบาท (4)

 

ต่อจากบทความที่แล้ว

ความรอบรู้ (ปัญญา) ระดับทำหน้าที่เฉพาะคือ เป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตให้รู้แจ้งความจริง (ปญฺญินฺทฺริยํ)

ความรอบรู้ (ปัญญา) ระดับทำหน้าที่เฉพาะคือ เป็นใหญ่ในการปรุงแต่งจิตของผู้ปฏิบัติธรรมให้มุ่งมั่นว่า เรารู้จักธรรมที่ยังไม่รู้ (อนญฺญาตญญฺสฺสามีตินฺทฺริยํ)

ความรอบรู้ (ปัญญา) ระดับทำหน้าที่เฉพาะคือ เป็นใหญ่ในการปุรงแต่งจิตของผู้ปฏิบัติให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงตั้งแต่ระดับโสดาบันปัตติมรรคโสดาปตติผลถึงระดับอรหัตมรรคอรหัตผล (อญฺญินฺทฺริยํ)

ที่ว่า ไม่รู้ว่าชีวิต คือ สัจจะ ๔ นั้น ได้แก่ ไม่รู้ว่าชีวิตมีความจริงอยู่ ๔ ประการ คือ ความจริงคือ ทกข์ ความจริงคือ ทุกข์มีเหตุเกิด ความจริงคือทุกข์ดับได้ และความจริงคือวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์

 

ทุกข์ เป็นความจริงตรงที่ ผันแปร บีบคั้น เสื่อมสลาย เจ็บปวด แบ่งออกเป็น ทุกข์กาย ทุกข์ใจ

 

สมุทัย เป็นความจริงตรงที่ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะเป็นตัวอยาก เป็นตัวต้องการ และตัวปรารถนาไม่มีสิ้นสุด เป็นตัวทำให้ชีวิตมีเงื่อนไข

นิโรธ เป็นความจริงตรงที่ ดับทุกข์ แก้ทุกข์ได้

มรรค เป็นความจริงตรงที่เป็นวิธีปฏิบัติที่ทำให้ดับทุกข์แก้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง

ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ หมายถึง ไม่รู้ความดี ๓ ประการ ได้แก่ความดีทางกาย ความดีทางวาจา และความดีทางใจ

ความดีทางกาย (กายสุจริต) ได้แก่ ทำดี คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม รวมทั้งการให้ทาน การอ่อนน้อมถ่อมตน การขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น และอื่นๆ

ความดีทางวาจา (วจีสุจริต) ได้แก่ พูดดี คือ พูดคำจริง พูดให้คนเกิดความสมัครสมานสามัคคี พูดคำอ่อนหวาน พูดมีหลักฐาน

ความดีทางใจ (มโนสุจริต) ได้แก่ คิดดี คือ คิดเสียสละ คิดปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ไม่เห็นผิดทางทำนองคลองธรรม

ความดี ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ควรรู้ในลักษณะทำให้เพิ่มพูนขึ้นในจิต อันจะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำที่ดีซึ่งจะทำให้ชีวิตปลอดภัยมีความสุข และไม่ตกต่ำ แต่เมื่อไม่รู้จักทำความดีดังกล่าว ก็กล่าวได้ว่าไม่รู้สื่งที่ควรรู้

รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ หมายถึง รู้ความชั่ว ๓ ประการ ได้แก่ ความชั่วทางกาย ความชั่วทางวาจา ความชั่วทางใจ

ความชั่วทางกาย (กายทุจริต) ได้แก่ ทำชั่ว คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม รวมทั้งการวางตนแข็งกระด้าง ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยอมช่วยเหลือผู้อื่นและอื่นๆ

ความชั่วทางวาจา (วจีทุจริต) ได้แก่ พูดชั่ว คือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

ความชั่วทางใจ (มโนทุจริต) ได้แก่ คิดชั่ว คือ คิดอยากได้ของผู้อื่น คิดพยาบาทปองร้าย และมีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

ความชั่วทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรรู้ในลักษณะทำให้เพื่มพูนขึ้นในจิต อันจะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัย มีความทุกข์และตกต่ำ แต่เมื่อไปรู้จักทำความชั่วดังกล่าวนี้ ก็กล่าวได้ว่ารู้สิ่งที่ไม่ควรรู้

รู้ไม่แจ้ง หมายถึง แม้จะรู้สิ่งที่ควรรู้ว่าเป็นสิ่งควรทำและรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ว่าเป็นสื่งที่ไม่ควรทำก็จริง แต่ก็รู้แบบจำได้หมายรู้ตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา แต่ความรู้นั้นไม่มีผลถึงขั้นสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอุปนิสัยและพฤติกรรมต่างๆได้ กล่าวคือ รู้แล้วยังละกิเลสไม่ได้

รู้ไม่แจ้งอีกความหมายหนึ่ง คือ รู้สิ่งที่ควรรู้และไม่ควรรู้ แล้วเลิกละสิ่งที่ไม่ควรรู้ ทำตามสิ่งที่ควรรู้ ซึ่งก็คือ เลิกละความชั่วแล้วทำความดีนั่นเอง แต่ก็ยังยึดมั่นอยู่ในความดีนั้น คือ ทำแล้วปรารถนาขอให้ความดีส่งผลให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ รวมทั้งไปเกิดในพรหมโลก อย่างนี้ก็จัดเป็นรู้ไม่แจ้ง เพราะยังหลงใหลอยู่ในนามรูป คือการมีตัวตน

เราได้ทราบความหมายของอวิชชามาแล้ว ในฐานะที่อวิชชาเป็นกิเลสสำคัญ เป็นประธานของกิเลสทั้งปวง เป็นมูลรากของวัฎฎะ คือ เป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่มีสิ้นสุด จึงควรที่จะได้ทราบถึงระดับต่างๆ ของอวิชชาด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ

๑.ระดับอนุสัยกิเลส หมายถึง อวิชชาที่เกิดนอนเนื่องอยู่ในจิตใจมีมาแต่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ อันจะเป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชาระดับปริยุฏฐานกิเลส

๒.ระดับปริยุฏฐานกิเลส หมายถึง อวิชชาที่เกิดรบกวนจิตว฿งก็คือ อนุสัยกิเลสที่ฟุ้งขึ้นมานั่นเอง อันจะเป็นปัจจัย ให้เกิดอวิชชาระดับวีตืกกมกิเลสอวิชชา ขั้นนี้อาจจะสังเกตุได้ยากจึงควรสังเกตุดูกิเลสตัวอื่นเนื่องจากอวิชชา อาทิ กามฉันทะ (ความใคร่ในกาม) และพยาบาท (ความคิดปองร้ายผู้อื่น)

๓.ระดับวีติกกมกิเลส หมายถึง อวิชชาขั้นหยาบที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดศีล คือ ทำผิกทั้งกายและวาจา ซึ่งก็คือ ปริยุฏฐานกิเลสที่ไม่สามารถควบคุมได้นั่นเอง

อวิชชาที่กล่าวมานี้ จัดเป็นกิเลส เนื่องจากความไม่รู้แบบนี้เป็นความไม่รู้ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำศีลให้บริสุทธิ์ ต่อการเจริญสมาธิ ต่อการเจริญวิปัสสนา และต่อบรรลุธรรม

ส่วนอวิชชาที่ไม่เป็นกิเลส เรียกว่า ปฏิรูปกอวิชชา คืออวิชชาเทียม ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำศีลให้บริสุทธิ์ ต่อการเจริญสมาธิ ต่อการเจริญวิปัสสนา และต่อการบรรลุมรรคผล ได้แก่ความไม่รู้หนังสือ ความไม่รู้วิชาการต่างๆ และความไม่รู้จักบุคคล ความไม่รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งความไม่รู้อื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการบรรลุมรรคผล

อวิชชาที่ไม่เป็นกิเลสไม่จัดเป็นอวิชชาในปัฏิจจสมุปบาทนี้

๒. สังขาร ประกอบด้วยคำ สํ (พร้อม,ต่อเนื่อง,ติดต่อ) กรฺ (ทำ,แต่ง,สร้าง) ณ ปัจจัย อ การันต์ สำเร็จรูปเป็น สงฺขาร ไทยนำมาใช้ในรูปคำว่า สังขาร มีข้อควรศึกษา คือ

ความหมาย ทำพร้อม ทำต่อเนื่อง ทำติดต่อ ทำเสมอ หรือ ปรุงแต่ง ปรุงแต่งต่อเนื่อง ปรุงแต่งติดต่อ ปรุงแต่งเสมอ

หน้าที่ ปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณให้เกิดขึ้นเสมอ

ผลที่ปรากฏชัด เจตนา คือ ความตั้งใจ ความจงใจ

ฐานเกิด อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง ความไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ความรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ ความไม่รู้แจ้ง

ต่อไปนี้จักได้กล่าวถึงความหมายของสังขารที่ว่า ปรุงแต่งหมานถึงปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณให้รับรู้อารมณ์อยู่เสมออย่างต่อเนื่อง สังขารที่เป็นตัวปรุงแต่งมีหลายตัวแต่ในที่นี้จะเน้นที่ เจตนา อันได้แก่ ความตั้งใจ ความจงใจ นั่นเอง

เจตนา มีทั้งที่เป็นฝ่ายดี (กุศล) และ ฝ่ายชั่ว (อกุศล) ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากอวิชชา เพราะอวิชชามิได้มีความหมายว่าไม่รู้ดีไม่รู้ชั่วอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหมายว่า รู้ดีรู้ชั่วด้วย เสียแต่ว่า ความรู้ดีรู้ชั่วนั้นยังไม่สามารถมีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงความคิด รวมทั้งพฤติกรรมให้เป็นไปในทางดีฝ่ายเดียวได้ตลอดเวลา ดังกล่าวมาแล้ว

กุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายดี ความจงใจฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางกายที่ดี (ทำดี) อาทิ การให้ทาน รักษาศีล การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพกราบไห้ว จัดเป็นกายสัญเจตนาฝ่ายดี

กุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายดี ความจงใจฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางวาจาที่ดี (พูดดี) อาทิ การพูดคำจริง การพูดคำอ่อนหวาน การพูดจาน่าเชื่อถือ จัดเป็นวจีสัญเจตนาฝ่ายดี

กุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายดี ความจงใจฝ่ายดี อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางใจที่ดี (คิดดี)

อาทิ คิดเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คิดแผ่เมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข คิดเข้าใจและเชื่อในความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม จัดเป็นมโนสัญเจตนาฝ่ายดี

อกุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายชั่ว ความจงใจฝ่ายชั่ว อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางกายที่ไม่ดี (ทำชั่ว) อาทิ การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการฆ่าทำลายล้าง การลักทรัพย์ การฉ้อโกงกิน การมักมากในกามคุณ การแสดงกิริยาอาการแข็งกระด้าง ความเย่อหยิ่ง จัดเป็นกายสัญเจตนาฝ่ายชั่ว

อกุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายชั่ว ความจงใจฝ่ายชั่ว อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางวาจาที่ไม่ดี (พูดชั่ว) อาทิ การพูดเท็จ การพูดยุยงส่อเสียดให้คนแตกความสามัคคีกัน การพูดจาหยาบคาย การพูดเสียดแทงให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ จัดเป็นวจีสัญเจตนาฝ่ายชั่ว

อกุศลเจตนา ความตั้งใจฝ่ายชั่ว ความจงใจฝ่ายชั่ว อันเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมทางใจที่ไม่ดี (คิด) อาทิ คิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คืดอยากได้ของผู้อื่นโดยไม่ชอบธรรม คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น จัดเป็นมโนสัญเจตนาฝ่ายชั่ว