สาเหตุการพินาศของโลก:วิเคราะห์จากจักกวัตติสูตร(๒)

๓. ความแปรปรวนของโลกมีส่วนสัมพันธ์กับพฤตืกรรมของมนุษย์หรือไม่

คำถามที่ตั้งขึ้นมาเพื่อค้องการย้อนกลับไปหาคำพูดที่ว่า โลกต้องประสบกับความพินาศอย่างนี้สืบเนื่องมาจากอกุศลมูล(ราคะ โทสะ โมหะ) ที่หมักหมมอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นเหตุซึ่งเป็นการยืนยันว่า ความแปรปรวนของโลกนั้นมีส่วนสัมพันธ์อยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์แน่นอน ความแปรปรวนนั้นคืออะไร?

ความแห้งแล้งเป็นความแปรปรวนของโลกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ความแห้งแล้งเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์คือการตัดไม้ทำลายป่า เราทราบกันดีว่า เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย ความชุ่มชื่นจากผิวดินที่คอยดึงดูดก้อนเฆฆให้กลั่นตัวเป็นน้ำฝน ก็จะไม่มีหรือมีแต่ไม่พอ ครั้นแล้วฝนก็ไม่ตก พื้นดินก็ขาดความชุ่มชื้น เมื่อผิวดินขาดน้ำ เกษตรกรรมต่างๆ ก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาหารของตนเราก็ได้มาจากพืชผัก เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ ก็ทำให้ขาดแคลน ผลที่เกิดมาจากความขาดแคลน ก็คือความหิวโหยของคน ความหิวโหยก็จะบีบบังคับให้ต้องดิ้นรน แสวงหาในการแสวงหานั้นย่อมหลีกเลี่ยงการแย่งชิงกันไม่พ้นและการแย่งชิ่งกันหากเกิดขึ้นระหว่างประเทศ ก็เป็นต้นเหตุนำไปสู่ภาวะสงครามได้ ในที่สุดโลกก็ตกอยู่ในภาวะยุ่งเหยิง เพราะเปลวเพลิงสงครามลามเลียไปทั่ว แล้วจบลงด้วยการล้มตายอย่างน่าสมเพชของผู้คน

นี่แหละคือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่มีส่วนผลักดันให้โลกต้องแปรปรวนและพบกับความพินาศ พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจในเรื่องดังกล่าวมานี้ได้ดี ฉะนั้น พระองค์จึงครัสเตือนไว้ใน ธัมมิกสูตรความว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ใน ธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พวกพราหมณ์และคหบดีก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุ่นเวียนไม่สม่ำเสมอ คืนและวันก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ระยะเวลาเดือนหนึ่งและกึ่งเดือน ก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ

เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ฤดูและปี ก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอ ย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมโกรธ เมื่อเทวดาโกรธ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน (สุกไม่ทั่ว สุก ๆ ดิบ ๆ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมอง มีกำลังน้อยมีอาพาธมาก

วิวัฒนาการของโลก

หลังจากพินาศแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกนี้ก็กลับเจริญขึ้นอีก หมายความว่า วัตถุต่างๆ ที่สลายไปก็กลับรวมตัวกันเข้าเป็นโลกอีก ซึ่งยุคนี้เรียกว่า วิวัฏฏกัปป์(ยุคที่โลกเริ่มมีวิวัฒนาการกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีก) และวิวัฒนาการ การเกิดขี้นในเบื้องต้นของโลกที่พระพุทะเจ้าตรัสไว้นั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปก็มี ๒ อย่างคือ

๑. วิวัฒนาการทางด้านวัตถุ

๒. วิวัฒนาการทางด้านชึวิต

วิวัฒนาการทางด้านวัตถุ

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า เริ่มต้นทีเดียวจักวาลนี้ทั้งจักวาล มีแต่น้ำเท่านั้นบรรยากาศทั่วไปมืดมิดไปหมด เพราะไม่มีแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ต่อมาบนผิวน้ำได้มี ง้วนดินปรากฎ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็เกิด ครั้นแล้วง้วนดินนั้นก็หายไปกลายมาเป็นกระบิดินแทน จากกระบิดินก็กลายมาเป็นเครือดินและจากเครือดินก็กลายมาเป็นข้าวสาลีต่อมาข้าวสาลีนั้น ก็เกิดมีรำมีแกลบขึ้นห่อหุ้มเมล็ด

จากทฤษฏีที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้นี้ พระนักวิชาการ(พระอรรถกถาจาร์ย) รุ่นต่อมาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าโลกจะพินาศด้วยไฟ น้ำ ลมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เมื่อกลับก่อตัวขึ้นเป็นโลกอีก จะมีปรากฏการณ์ที่คลายกันคือ จะมีเฆฆใหญ่ตั้งเค้าขึ้นปกคลุมไปทั่วจักวาล ครั้นแล้วจะเกิดฝนตกหนักเต็มสถานที่ ทำให้ชำรุดเสียหายจนมองดูเจิ่งนองไปหมด จากนั้นก็หยุดตกแล้วเกิดพายุจากใต้น้ำผสมกับลมจากทิศทั้ง ๔ พัดผันน้ำให้มองดูเป็นก้อนคล้ายหยาดน้ำบนใบบัว น้ำนั้นเมื่อถูกลมพัดผัมมากเข้าก็ค่อยๆลงลงตามลำดับจนกระทั้งเกือบถึงพื้นที่เป็นดินมาก่อน และแล้วก็เกิดลมพายุขึ้นอีก ลมพายุนี้จะช่วยสกัดกั้นน้ำให้อยู่ในระดับที่คงที่ไม่ให้ใหลเรื่อยไป น้ำนั้นมีรสอร่อย ต่อมาได้งวดเข้าและกลายเป็นดิน ที่มีรสชาติ(รสปฐวี) ซึ่งได้แก่ง้วนดิน นั่นเอง มีสภาพคล้ายนมสดเคี่ยวให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นอาหารในยุคแรก

ต่อมาจักรวาลที่เคยมืดมนตลอดก็สว่างไสวด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ ครั้นดวงอาทิตย์หายไป ดวงจันทร์ก็ปรากฎขึ้นแทนพร้อมด้วยดวงดาว การกำหนดเวลาว่ากลางวันหรือกลางคืนก็เริ่มจากตรงนี้เอง หลังจากมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แล้ว จักวาลก็ปรากฎมีสภาพต่างๆคือ เป็นที่ดอน ที่ลุ่ม ที่เต็มไปด้วยน้ำ และที่ที่เป็นจอมปลวกซึ่งสภาพต่างๆเหล่านี้ ต่อมาเรียกว่า เกาะ (ทีป) ทะเล (สมุทฺท) และภูเขา (ปพฺพต) ตามลำดับ

ในเรื่องวิวัฒนาการของโลกทางวัตถุนั้น ที่ว่า ลมพายุนี้ช่วยสกัดกั้นน้ำให้อยู่ในระกับคงที่ไม่ให้ใหลเรื่อยไป น้ำนั้นมีรสอร่อยต่อมาได้งวดเข้ากลายเป็นดินที่มีรสชาติคำพูดนี้เป็นคำบรรยายของพระอรรถกถาจารย์ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพและเข้าใจว่า ลมอุ้มน้ำไว้และน้ำอุ้มดินเอาไว้ คำพูดของพระอรรถกถาจารย์เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพระพุทธดำรัสที่ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรแล้ว จะพบว่า ความเข้าใจเช่นนั้นตรงกับพระพุทธดำรัสไว้แก่พระอานนท์ตอนหนี่งว่า

ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่นี้อยูบนน้ำ น้ำอยู่บนลม ลมอยู่บนอากาศ(ความว่างเปล่า)

ดูกรอานนท์ คราวใดที่เกิดลมพายุพัดใหญ่ (ใต้น้ำ) คราวนั้น ลมนั้นจะทำให้น้ำปั่นป่วน เมื่อน้ำปั่นป่วนก็จะทำให้แผ่นดินไหว

นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อแรกที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่

วิวัฒนาการด้านวัตถุที่กล่าวมานี้ หากจะดึงเข้าหาหลักวิวัฒนาการทางด้านเคมีของวิชาชีวิทยาก็คงไม่ขัดเขินเท่าใดนัก เพราะจะทำให้เราได้รับคำอธิบายที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 01 ธันวาคม 2010 เวลา 10:19 น.