ปฏิจจสมุปบาท(๑)

กระบวนธรรมเพื่อความเข้าใจชีวิต

เกิด-ดำรงอยู่-ตาย-และสืบต่อได้อย่างไร

ความเป็นมา

ปฏิจสมุปบาท เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นกระบวนธรรมที่สอนให้เข้าใจชีวิตว่า เกิดดำรงอยู่ ตาย และสืบต่อได้อย่างไร การเข้าใจในลักษณะดังกล่าวมานีเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิต

 

ผู้เขียนได้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทอยู่หลายปีจึงพบว่า ปฏิจจสมุปบาท คือส่วนขยายของอริยสัจ ๔ ที่อธิบายเรื่องราวของชีวิตได้ทั้งในชีวิตปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย กล่าวคือ ในชีวิตปัจจุบันเกิดความคิดขึ้นในแต่ละขณะจิตย่อมมีวงจรของปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นครบถ้วน และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นปัจจัยให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นแทน ส่วนเรื่องชีวิตหลังความตาย ก็ได้แก่ การเกิดใหม่นั่นเอง เป็นการสืบต่อจากขณะปัจจุบันโดยเกิดจากจิตหรือวิญญาณ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า หากเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ก็จะเข้าใจชีวิตได้รวมทั้งเข้าใจธรรมะอื่นๆ ได้ไม่ยาก เพราะธรรมอื่นๆ ต่างล้วนแตกแขนงออกไปจากปฏิจจสมุปบาททั้งสิ้น

ชีวิตของปุถุชนไม่ว่าจะรวยหรือจน ย่อมเหมือนกันตรงที่มีความรู้สึกเป็นสุขและทุกข์นี้ เมื่อว่าถึงมูลเหตุที่แท้จริงแล้ว ก็เกิดมาจากกิเลส คือ อวิชชา (ความไม่รู้) ตัญหา (ความอยาก) และ อุปทาน (ความยึดมั่น) ที่เกิดขึ้นปรุงแต่งจิต หรือวิญญาณอยู่อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

การที่กิเลสเหล่านี้ปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณ นอกจากส่งผลให้ชีวิตมีสุขมีทุกข์แล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตมีการสืบต่อไม่สิ้นสุด ฉะนั้น ความตายจึงไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นเพียงปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวตจากภพหนึ่งไปเกิดในอีกภพหนึ่งเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีอยู่ร่ำไปตราบเท่าที่วงจรของปฏิจจสมุปบาทยังไม่ถูกตัดขาดด้วยอรหัตมรรคญาณ

ความหมาย

ปฏิจจสมุปบาท มาจากคำบาลีว่า ปฏิจฺจสมุปปาทซึ่งประกอบด้วยคำ ปฏิจฺจ กับคำ สมุปฺปาท

ปฏิจฺจ แปลว่า อาศัย

สมุปฺปาท (แยกเป็น สํ ร่วม+อุปฺปาท เกิดขึ้น) แปลว่า การเกิดขึ้นร่วมกัน

เมื่อรวมคำทั้ง๒ เข้าด้วยกันจึงแปลว่า การเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกัน

การเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกันและกัน คำตอบก็คือ การเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกันของอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

ธรรม ๑๒ ประการนี้ ต่างเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกันเกิด ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างเกิดด้วยตัวเองโดดๆ ปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็ทรงมุ่งหมายที่จะทรงแสดงถึงภาวะที่ต่างฝ่ายต่างเป็นปัจจัยให้กันและกันเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร คือ การที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัย

จากนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงผลที่เกิดจากการที่ธรรมทั้งหลายนั้นได้อาศัยกันเกิดขึ้น ว่า

โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เกิดร่วมด้วย กองทุกข์ ทั้งมวลนี้เกิดขึ้นอย่างพร้อมมูลด้วยอาการดังที่ว่ามานี้

เมื่อได้ทราบความหมายของ ปฏิจจสมุปบาท มาแล้ว จึงควรทราบถึงความหมายของ ปฏิจจสมุปปันนธรรมด้วย

ปฏิจจสมุปปันนธรรม มาจากคำบาลีว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมา

ปฏิจฺจ แปลว่า อาศัย

สมุปฺปนฺนา (แยกเป็น สํ ร่วม + อุปฺปนฺนา เกิดขึ้น) แปลว่า เกิดขึ้นร่วมกัน

เมื่อรวมคำทั้ง ๒ เข้าด้วยกันจึงแปลได้ว่าธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกัน

ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกันนี้ คืออะไร คำตอบก็คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง ดังจะเห็นที่พระพุทธเจ้าดำรัสที่ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกัน คืออะไรบ้าง คือ ชรามรณะ ชาติ ภพ อุปทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา

ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า ปฏิจจสมุปบาท มุ่งถึง อาการที่ธรรมทั้งหลาย อาทิ อวิชชา อาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างเป็นปัจจัยของกันและกัน ส่วน ปฏิจจสมุปปันนธรรม มุ่งถึง องค์ธรรม หรือตัวธรรม อาทิ อวิชชา ที่ต่างฝ่ายต่างอาศัยกันเกิดขึ้นร่วมกัน โดยต่างเป็นปัจจัยของกันและกัน

ชื่อต่างๆของปฏิจจสมุปบาท

ในปัจจยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (ความจริง) นั้นก็คงยังอยู่ ยังคงเป็นธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา ตถตา อวิตถตา อนัญญถตา

จากพระพุทธดำรัสนี้สรุปได้ว่า ปฏิจจสมุปบาทยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ได้อีก คือ:-

๑.ธัมมฐิตา หรือ ธัมมฐิติ

๒.ธัมมนิยามตา หรือ ธัมมนิยาม

๓.อิทัปปัจจยตา

๔.ตถตา

๕.อวิตถตา

๖.อนัญญถตา

๗.ปัจจยาการ

อธิบาย

ชื่อเรียกทั้ง ๗ ชื่อนี้ อธิบายได้ดังนี้:-

๑.ธัมมฐิตตา หรือ ธัมมฐิติ คือ ความดำรงอยู่ตามธรรม หมายถึง ความดำรงอยู่ตามปัจจัย สิ่งที่ดำรงอยู่ตามปัจจัย ก็คือ อวิชชา สังขาร ฯลฯ

ชาติ ชรามรณะ ซึ่งก็หมายความว่า

อวิชชาเป็นปัจจัยให้สังขารดำรงอยู่

สังขารเป็นปัจจัยให้วิญญาณดำรงอยู่

วิญญาณเป็นปัจจัยให้นามรูปดำรงอยู่

นามรูปเป็นปัจจัยให้สฬายตนะ(อายตนะ ๖)อดำรงอยู่

สฬายตนะเป็นปัจจัยให้ผัสสะดำรงอยู่

ผัสสะเป็นปัจจัยให้เวทนาดำรงอยู่

เวทนาเป็นปัจจัยให้ตัณหาดำรงอยู่

ตัณหาเป็นปัจจัยให้อุปทานดำรงอยู่

อุปทานเป็นปัจจัยให้ภพดำรงอยู่

ภพเป็นปัจจัยให้ชาติดำรงอยู่

ชาติเป็นปัจจัยให้ชรามรณะดำรงอยู่

เมือชาติยังดำรงอยู่ แน่นอนว่า ชรามรณะ โสกะ (ความโศก) ปริเทวะ (การร้องให้คร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) อุปายาส (ความคับแด้นใจ,ความเครียด) ก็ยังดำรงอยู่ด้วย