กรรม กุญแจไขความลับของชีวิต(๑)

กรรมหมู่ : จากเรื่องจริงในคัมภีร์สู่เรื่องจริงในปัจจุบัน

เคยได้ยินคำถามอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับกรรมหมู่ ผู้เขียนยังไม่พบคำนี้ในคัมภีร์ จึงเป็นปัญหาว่า คำว่าหมู่ ควรจะเป็นคำแปลของคำบาลีคำใดในคำต่อไปนี้ คือ สงฺฆ (สังฆะ) สมูห (สมูหะ บางทีไทยใช้เป็น สมุห) คณ (คณะ) หรือ วคฺค (วัคคะ บางทีไทยใช้เป็น วรรค หรือ พรรค) อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบคำนี้โดยตรง แต่เมื่อว่าโดยเนื้อหาแล้วก็พอหาความหมายได้ว่าคือ กรรมที่ร่วมกันทำเป็นหมู่ แล้วร่วมกันได้รับผลกรรมเป็นหมู่ซึ่งมีเรื่องกรรมหมู่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์หลายแห่ง ทั้งฝ่ายบุญและฝ่ายบาป ดังจะยกตัวอย่าง

เรื่องจริงในคัมภีร์

๑.อันเนื่องมาจากกรรมเก่า

๑.๑ ฝ่ายบุญ : พระเจ้ามหากัปปินะกับพระนางอโนชามาเกิดร่วมกัน พร้อมด้วยบริวารเก่าที่ตามมาเกิดในเมืองกุกกุฎวดีเพราะเคยทำบุญร่วมกัน แล้วตั้งจิตปรารถนาขอมาเกิดร่วมกันไว้หลายชาติ

๑.๒ ฝ่ายบาป : พวกเจ้าศากยะผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า ถูกเจ้าชายวิฑูฑภะสังหารหมู๋ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกพวกศากยะดูหมิ่นเรื่องชาติกำเนิด เนื่องจากพระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่มีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงศากยะที่เกิดจากนางทาสซึ่งเป็นที่รังเกียจของพวกศากยะการที่พวกศากยะถูกฆ่าหมู่ แม้จะเห็นว่าเริ่มมาจากการที่ดูหมิ่นเจ้าชายวิฑูฑภะซึ่งเป็นกรรมปัจจุบัน แต่เมื่องมองลึกลงไปก็พบว่ามีกรรมเก่าหนุนอยู่ ทำให้ต้องสำแดงพฤติกรรมดูหมิ่นเช่นนั้นออกมา กรรมเก่าดังกล่าวก็คือเคยทำบาปร่วมกันไว้ในชาติหนึ่งด้วยการโปรยยาพิษเบื่อปลาในแม่น้ำ

๒. อันเนื่องมาจากกรรมปัจจุบัน

๒.๑ ฝ่ายบุญ : มฆมานพรวมกับพวกอีก ๓๒ คนเป็น ๓๓ คน ร่วมกันทำประโยชน์แก่สังคมด้วยการทำความสะอาดทางสร้างสระน้ำให้คนได้ดื่มกิน สร้างที่พักให้คนที่เดินทางอาศัยแวะพัก สร้างสวนสาธารณะให้คนได้พักผ่อน แล้วได้รับผลทันตาเห็น โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชาเป็นบ้านกับส่วยให้เก็บกินตลอดชีวิต และได้รับพระราชทานอำนวยควมสะดวกต่างๆเพราะเห็นว่าเป็นคนดีจะได้ทำงานได้สะดวก

๒.๒ ฝ่ายบาป : พระเจ้าวิฑูฑภะหลังสังหารหมู่พวกเจ้าศากยะจนเลือดนองเมืองกบิลพัสดุ์ แล้วก็ยกทัพกลับแคว้นโกศลเพื่อปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่มีเหตุให้ต้องตั้งค่ายพักค้างคืนที่ริมฝั่งแม้น้ำอจิรวดี ซึ่งขณะนั้นน้ำลดจนเห็นชายหาด แต่ตกดึกในคืนนั้นก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือหมู่มดมาไต่ตอมต้อนกำลังพลที่นอนอยู่บนฝั่งให้ลงไปนอนที่หาดทราย แล้วจากนั้นไม่นานก็เกิดฟ้าครึ้มและฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าพัดพากำลังพลพร้อมพระเจ้าฑูฑภะลงทะเลไปพร้อมกัน

เรื่องจริงในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ เรื่องจริงที่สะท้อนกรรมเก่าในอดีตชาติ กับเรื่องจริงที่สะท้อนกรรมปัจจุบัน

เรื่องจริงปัจจุบันสะท้อนกรรมเก่าอดีตชาติ

ปัจจุบันมีเรื่องของกรรมหมู่ที่สะท้อนใจให้รู้ได้เห็นกันบ่อยปรากฏอยู่ทั่วโลก เช่น เครื่องบินตกตายหมู่ แผ่นดินไหวคนตายหมู่นับหมื่น คลื่นสึนามิพัดเข้าฝั่งกวาดคนตายหมู่นับแสน พายุกระหน่ำบ้านเรือนพังคนตายหมู่นับแสน เหตุการณ์ทั้งหมดหากมองในด้านกรรมเก่าให้ผลก็แสดงให้เห็นว่า คนตายหมู่ในแต่ละครั้งได้ทำกรรมร่วมกันมา จึงจะทำให้ต้องมาตายพร้อมกันในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่าความจริงเรื่องนี้จะเชื่อได้อย่างไร จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเกิดกันคนละที่คนละถิ่นคนละเชื้อชาติจะทำกรรมร่วมกัน หากมองชาตินี้ชาติเดียวเราก็คงจะไม่ได้คำตอบ แต่ถ้ามองตามความความรู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด(สังสารวัฏ) ที่พระพุทธเจ้าเสนอว่า คนที่ไม่เคยเกิดร่วมกันไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกัน ไม่คยเป็นพี่นองกัน ไม่มีเลยเราก็พอจะตีความได้ว่า เขาอาจเคยเกิดร่วมกันในฐานะใดฐานะหนึ่งต้องทำกรรมร่วมกันมา ในทรรศนะผู้เขียน อยากอาศัยแนวคิดนี้เป็นฐาน ขยายความคิดเห็นให้กว้างออกไปอีกว่าการทำกรรมร่วมของเขาอาจจะไม่ใช่ทำกรรมเดียวกัน พร้อมกัน เวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน หรือในชาติเดียวกัน แต่อาจจะเป็นกรรมชนิดเดียวกันที่ทำในต่างที่ต่างกาลเวลา ต่างภพต่างชาติ แต่ว่าสามารถจัดคนทำให้เข้ากลุมมาร่วมรับผลของกรรมพร้อมกันได้ ยกตัวอย่างคนติดคุกเพราะทำอาชญากรรม คือ ฆ่าคน เขาต่างคนต่างทำ ต่างที่ ต่างเวลา แต่กรรมก็จัดสรรให้เขามาติดคุกร่วมกัน เสวยทุกข์ร่วมกัน
แนวคิดนี้เป็นฐาน ขยายความคิดเห็นให้กว้างออกไปอีกว่าการทำกรรมร่วมของเขาอาจจะไม่ใช่ทำกรรมเดียวกัน พร้อมกันเวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน หรือในชาติเดียวกัน แต่อาจจะเป็นกรรมชนิดเดียวกันที่ทำในต่างที่ต่างถิ่นต่างกาลเวลา ต่างภพต่างชาติ แต่ว่าสามารถจัดคนทำให้เข้ากลุ่มมาร่วมรับผลของกรรมพร้อมกันได้ ยกตัวอย่างคนติดคุกเพราะทำอาชญากรรมคือ ฆ่าคน เขาต่างคนต่างทำ ต่างที่ ต่างเวลา แต่กรรมก็จัดสรรให้เขามาติดคุกร่วมกัน เสวยทุกข์ร่วมกัน

๒. เรื่องจริงปัจจุบัน สะท้อนกรรมปัจจุบัน

ปัจจุบัน การเมืองไทยน่าศึกษาเนื่องจากยังไม่ประสบผลสำเร้จแม้จะใช้เวลาสร้างและพัฒนามากว่า ๗๐ ปี จึงเกิดคำถามว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็มีออกมาต่างๆกัน บ้างก็โทษนักการเมืองว่าไม่มีคุณธรรม บ้างก็โทษประชาชนว่าเลือกนักการเมืองไม่ดีเข้าไปในสภา บ้างก็โทษรัฐะรรมนูญว่า ไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตไทย บ้างก็โทษทหารว่าไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยว สรุปแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดมาจากการกระทำของคนทั้งสิ้น

การกระทำของคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ล้วนเป็นกรรมปัจจุบันที่ทำแก่ประเทศชาติ ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็นคือ ความไม่สงบสุขของบ้านเมืองเกิดขึ้นทันตาเห็น เพราะฉนั้นหากเราทำกรรมหมู่ปัจจุบันให้ดี เลือกตั้งแบบโปร่งใส นักการเมือง มุ่งหาความนิยมด้วยการคิดดี ทำดี และพูดดี กันอย่างพร้อมเพียง มุ่งสนับสนุนประชาชน ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาในการทำกรรมปัจจุบันของตน คือการลงคะแนนอย่างสุจริตยุติธรรม ความสงบสุขก็จะเกิดขึ้นทันตาเห็น แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนักการเมืองกับประชาชนส่วนใหญ่ ร่วมกันสร้างกรรมปัจจุบัน คือการเลือกตั้งที่ไม่ดี ผลที่ไม่ดีจึงเกิดขึ้นและตกอยู่แก่สังคมและประเทศชาติ และผลนั้นก็กลับไปกระทบวิถีของคนในภาพรวม เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตย การเมืองเป็นฐานสำดัญให้ระบบอื่นๆ เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ รวมทั้งความมั่นคงและขวัญกำลังใจของคนในชาติด้วย

การแก้กรรมหมู่ที่ไม่ดี สามารถทำได้โดยร่วมกันพิจารณาเห็นโทษของกรรมหมู่ที่ไม่ดี ที่เริ่มมาจากพฤติกรรมไม่ดีส่วนตนแล้วขยายออกไปสู่หมู่คณะสังคมและประเทศชาติ

พระพุทธศาสนา เสนอแนวทางแห่งการทำกรรมดี และกรรมชั่วไว้ในคำสอนเรื่องกุศลกรรมบถและอกุศลกรรมบถดังนี้

อกุศลกรรมบถ ทางแห่ง

กรรมชั่ว

กุศลกรรมบถ ทางแห่ง

กรรมดี

มโนกรรม กรรมทางใจความเห็นผิด > อยากได้แบบผิดทำนองคลองธรรม + ความพยาบาท แสดงออกมาเป็น

มโนกรรมกรรมทางใจ

ความเห็นถูก > ไม่อยากได้แบบผิดทำนองคลองธรรม(คิดเสียสละ)+ความไม่พยาบาท(มีเมตตา) แสดงออกมาเป็น

กายกรรมกรรมทางกาย

ฆ่าสัตว์(คน+สัตว์) +ถือเอาของที่เขาไม่ให้(ลัก,ปล้น,ฉ้อราษฏร์บังหลวง) + ประพฤติผิดในกาม

กายกรรม กรรมทางกาย ไม่ฆ่าสัตว์ (มีเมตตา,ให้ชีวิต ไม่เบียดเบียน) + ไม่ประพฤติผิดในกาม (มีแต่สำรวมระวัง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)

วจีกรรม กรรมทางวาจา พูดเท็จ พูดส่อเสียด

พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

วจีกรรม กรรมทางวาจา พูดคำจริง พูดคำทำให้คนรัก สามัคคีกัน พูดคำอ่อนหวาน พูดจาน่าเชื่อถือ ถูกกาละและเทศะ

และเพื่อให้แนวทางแห่งการทำความดีอันเป็นการพัฒนาคน บรรลุวัตถุประสงค์ พระพุทธศาสนาจึงเสนอวิธีการทำความดีเรียกว่า บุญญกิริยาวัตถุไว้ ๑๐ วิธี คือ

ชนิดของบุญ

การแสดงออก

๑.ทานมัย วิธีทำบุญด้วยการให้

นับตั้งแต่การให้ความรักความเมตตา ให้ความไม่น่ากลัว ให้คำแนะนำสั่งสอน ให้ความดีให้สิ่งของ ให้การช่วยเหลือ

๒.สีลมัย วิธีทำบุญด้วยการรักษาศีล

นับตั้งแต่ทำใจเป็นปกติมีเว้นจากการคิดทำผิดต่างๆในชีวิตประจำวัน รวมถึงการตั้งจิตสมาทาน แต่สำคัญต้องมีเจตนาเว้นจากการทำผิดหรือเจตนาไม่ทำผิด มีความสงบเย็นอยู่ในจิตใจ

๓.ภาวนามัย วิธีทำบุญด้วยการฝึกสมาธิและปัญญา

นับตั้งแต่การฝึกสติตามหลักสติปัฏฐาน จนเกิดสมาธิและปัญญา

๔.อปจายนมัย วิธีทำบุญด้วยการอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่

นับตั้งแต่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่โดยชาติกำเนิด โดยวัยและโดยคุณ ทั้งในครอบครัว ในงานรวมถึงในสังคมและประเทศชาติ

๕.เวยยาวัจจมัย วิธีทำบุญด้วยการขวนขวายช่วยเหลือ

นับตั้งแต่การขวนขวายช่วยเหลือให้ภารกิจสำเร็จลุร่วงในครอบครัว ในงาน รวมถึงในสังคมและประเทศชาติ

๖.ปัตติทาน วิธีทำบุญด้วยการให้ ส่วนบุญคือความดี

นับตั้งแต่การแบ่งปันความดีที่ทำจากจิตใจของเราไปให้ผู้อื่น เริ่มจากคนที่เรารักก่อน ให้ต่อเนื่องไปจนถึงที่เรามีจิตใจเป็นกลางและคนที่เราไม่ชอบ

๗.ปัตตานุโมทนามัย วิธีทำบุญด้วยการอนุโมทนาความดีที่คนอื่นทำหรือให้เรา

นับตั้งแต่เห็นคนอื่นทำความดีก็ยินดีด้วย และเมื่อเขาแบ่งส่วนบุญให้ เราก็ยินดีรับด้วยความขอบคุณ

๘.ธัมมัสสวนมัย วิธีทำบุญด้วยการฟังธรรม

นับตั้งแต่ฟังคำแนะนำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ฟังความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวืต จากเพื่อนและผู้รู้ รวมทั้งฟังคสอนทางศาสนา

๙.ธัมมเทสนามัย วิธีทำบุญด้วยการแสดงธรรม

นับตั้งแต่กล่าวแนะนำสั่งสอนชี้ทางถูกและผิด ในการดำเนินชีวิต รวมทั้งแสดงคำสอนทางศาสนา เพื่อประคับประคองตนตามครรลองคลองธรรม

๑๐.ทิฏฐุชุกรรม วิธีทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

นับตั้งแต่สร้างความเข้าใจเรื่องความดีความชั่วได้ถูกต้องคือเข้าใจว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เข้าใจสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

เนื่องจากความดีที่เรียกว่า บุญแปลว่า ล้างชำระการกระทำความดีจึงเป็นการล้างชำระกิเลสออกไปจากจิต ผลที่ได้แก่ตนจึงเป็นดังนี้