จิต มโน วิญญาณ(๓)
วันจันทร์ที่ 09 สิงหาคม 2010 เวลา 18:59 น.

ลักษณะเฉพาะของจิต มโน วิญญาณ

ลักษณะโดยทั่วไปของจิตได้กล่าวมาแล้ว ต่อไปนี้จักกล่าวถึงเฉพาะลักษณะจิตของปถุชน ซึ่งลักษณะเฉพาะที่พอสรุปได้ดังนี้

๑.ดิ้นรน(ผนฺทนํ) หมายความว่า ดิ้นรนออกไปรับอารมณ์ที่มากระทบตามทวารต่างๆท่านเปรียบเหมือนปลาที่ถูกเหวี่ยงขึ้นบกซึ่งมีแต่จะดิ้นลงน้ำท่าเดียว

๒.กวัดแก่วง(จปลํ) หมายความว่า ขาดความมั่นคง แม้บางคราวจะมองดูสงบนิ่ง แต่เมื่อมีอารมณ์มากระทบเข้าก็อดที่จะหวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นไม่ได้

๓.รักษาไว้ได้ยาก(ทุรกฺขํ) หมายความว่า การที่จะรักษาจิตให้มั่นคงคิดอยู่แต่สิ่งที่ดีตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก

๔.ห้ามไว้ได้ยาก(ทุนฺนิวารยํ) หมายความว่า ไม่ใช่แต่เพียงการรักษาจิตให้อยู่ในความดีเท่านั้นที่ทำได้ยาก แม้การห้ามจิตจากความชั่วคือ ความพยายามระวังจิตไม่ให้คิดในสิ่งที่ไม่ดีนั้น ก็ทำได้ยากเหมือนกัน

๕.ข่มได้ยาก(ทุนฺนิคคหํ) หมายความว่าเมื่อจิตเกลือกกลั้วอยู่กับความชั่วแล้ว การจะบีบบังคับให้จิตใจถอยห่างออกจากความชั่ว ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก (ความยากในข้อนี้เปรียบเหมือนกับการบังคับคนที่ติดยาเสพติด ไม่ให้เสพยาอีกเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก) เพราะ

๖.มันตกอยู่ในอารมณ์กามเสมอ (กามนิปาตินํ)

๗.เห็นได้ยาก (สุทฺททสํ)

๘.เป็นสภาวะที่ละเอียด (สุณิปุณํ)

๙.เกิดดับเร็ว (ลหํ)

จากลักษณะของจิตดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นได้ว่า จิตของปถุชนชั้น ดิ้นรน กลับกลอกเกี่ยวเกาะอารมณ์กามตลอดเวลา การเกี่ยวเกาะเช่นนั้นเองทำให้เราพลัดตกลงในหุบเหวแห่งอกุศลธรรมเนื่องๆ แม้ว่าบ้างครั้งความคิดที่เป็นกุศลจะเกิดขึ้นมาบ้าง แต่แล้วอกุศลธรรมก็จะเกิดขึ้นมาหลอกล่อให้เราหันหลังให้กับกุศลธรรมแล้วเดืนตามมันไป จิตของปถุชนตกอยู่ในลักษณะเช่นนี้เองจึงทำให้เราต้องประสบกับความทุกข์ยากอย่างใหญ่หลวง

ในครั้งพุทธกาล พระเถระรูปหนึ่งชื่อ ตาลปุฏะ หลังจากบวชแล้วออกไปบำเพ็ญเพียรอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลตามที่ประสงค์ จึงค้นหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ในที่สุดก็พบว่าเป็นเพราะจิตของท่านนั่นเอง ครั้นแล้วท่านจึงได้เปล่งอุทานเป็นเชิงตัดพ้อต่อว่าจิต คำตัดพ้อของท่านเปิดเผยให้เราได้รู้ถึงความเป็นจริงของจิตปถุชนอีกลักษณะหนึ่งดังนี้:-

ดูก่อนจิต เจ้าได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้ เราได้ออกบวชตามประสงค์(ของเจ้า) แล้ว เหตุไฉนเจ้าจึงได้ละทิ้งสมถวิปัสสนา มัวแต่กึยจคร้านอยู่เล่า?

ดูก่อนจิต เจ้าได้ออดอ้อนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูงนกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตามซอกเขา จักทำให้ท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน เราเองก็ยอมเสียสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกลู สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกจนหมดแล้ว จึงเข้ามาบวชอยู่ในป่านี้

ดูก่อนจิต ส่วนเจ้าสิ ช่างไม่ยินดีต่อเราผู้ทำตาม (ความยินดีของเจ้า) เอาเสียเลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่า จิตนี้เป็นของเราไม่ใช่ของผู้อื่น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้พิรีพิไรในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นะรรมชาติหวั่นไหว จึงยอมออกบวชแสวงหาทางอันไม่ตาย พระสัมมาสัมพุทะเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัสสุภาษิตนี้ไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยากเพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปถุชนผู้ไม่รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ ในกามอันล้วนแต่เป็นของงดงามมีรสอร่อยน่ารื่นรมยืใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวงหาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ทุกข์ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจงไปอยู่ท่ามกลางเสียงร่ำร้องแห่งนกยูงและนกกระเรียน จงไปอยู่ท่ามกลางเสือเหลืองและเสือโคร่งในป่าเถิด ท่นจงสละความห่วงใยในร่างกายอย่ามีความอาลัยเลย

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงอุตส่าห์เจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์และสมาธิภาวนา จะได้บรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศานา

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงเจริญอัฏฐังคิกมรรค เพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออกไปจากโลก นำไปให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้างกิเลสทั้งปวง

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงพิจารณาเบจขันธ์ให้เห้นเป็นของไม่เที่ยง เป้นทุกข์เป็นของว่างเปล่าหาตัวตนไม่ได้ เป็นของวิบัติ และเป็นเพชฌฆาต

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงปลงผมและหนวด แล้วถือเอาเพศสมณะมีรูปลักษณะอันแปลกประหลาดเถิด ต้องถูกเขาสาปแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวขอทานตามตระกูลจงประคับประคองตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงสำรวมระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก จงอย่าปล่อยใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญทอแสงเด่นเฉิดฉายไร้เมฆเถิด

ดูก่อนจิต แต่ก่อนเจ้าเคยแนะนำเราไว้ว่า จงยินดีนุดงค์คุณทั้ง ๕ คืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสกุลเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ไว้แล้วเก็บผลไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด ดูก่อนจืต ผู้ใดหวั่นไหวในความไม่เที่ยง เจ้าจงทำเราผู้นั้นให้เป้นเหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้นั้นเถิด

ดูก่อนจิต เจ้าไม่มีรูปท่องไปได้ไกล เที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของเจ้าแล้ว เพราะว่ากามล้วนเป็นทุกข์ มีเม็ดเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่หลวง เราจักส่งใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมืองหรือเหตุแห่งอาชีพ

ดูก่อนจิต เจ้าได้รับรองกับเราไว้มิใช่หรือว่า จักอยู่ในอำนาจของเรา

ดูก่อนจิต เจ้าได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความสงบระงับทุกข์สัตบุรุษสรรเสริญ แต่บัดนี้เจ้ากลับมีความมักมาก เราไม่อาจกลับไปสู่ตัญหา ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และเบญจกามคุณอันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้ว

ดูก่อนจิตเราได้ยอมปฏิบัติตามถ้อยคำของเจ้ามาหลายภพหลายชาติแล้ว เราไม่ได้แข้งข้อต่อเจ้ามาหลายชาติมาแล้ว เจ้าก็ช่างมีกตัญญูเสียจริง จึงปรากฏมีอัตภาพนนี้ขึ้นอีก เจ้าทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกองทุกข์มาช้านานแล้ว

ดูก่อนจิต เจ้าทำให้เราเป็นพราหมณ์ เป็นพระราชามหากษัตริย์มาแล้ว เพราะอำนาจแห่งเจ้าบางคราว เราจึงเกิดเป็นแพศย์ เป้นศูทร์ เป็นเทพเจ้าเพราะอำนาจแห่งเจ้า บางคราวเป็นเปรต เจ้าได้ทำร้ายเรามานับครั้งไม่ถ้วนมิใช่หรือ บัดนี้เราจักไม่ยอมให้เจ้าทำเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแม้เพียงครู่เดียว เจ้าได้ล่อลวงเนาเหมือนกับคนบ้า ได้ทำความผิดแก่เรามาแล้วมิใช่หรือ จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวไปในอารมณ์ต่างๆตามความประสงค์ ตามความใคร่ตามสบาย วันนี้เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบ ดังนายหัตถาจารย์ข่มช้างตกมันไว้ด้วยขอ ฉนั้นพระศาสดาของเราได้ทรงเห็นโลกนี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยังยืน ไม่เป็นแก่นสาร

ดูก่อนจิต เจ้าจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จงพาเราข้ามจากห้วงใหญ่ที่ข้ามได้แสนยากเถิด

ดูก่อนจิต เรือนคืออัตตาภาพของเจ้านี่ ไม่เป็นเหมือนกาลก่อนเสียแล้ว เพราะเราจักไม่เป็นไปตามอำนาจของเจ้าอีกต่อไป เราได้บวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคา แผ่นดิน ทิศใหญ่ ๔ ทิศ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำและภพ ๔ ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอดูก่อนจิตเจ้าจะไป ณ ที่ไหนเล่าจึงมีความสุขรื่นรมย์

ดูก่อนจิต เมื่อเรามั่นคงแล้ว เจ้าจักทำอะไรแก่เราได้เราไม่เป็นไปตามอำนาจของเจ้าแล้ว

เจ้าจงไปสู่เรือนคือถ้ำที่มีเงื้อมภูเขาอันสวยงามตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือหมูและกวาง และอยู่ในป่าฝนตกใหม่ๆเถิด จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้นฝูงนกยูงมีขนคอสีเขียว มีหงอนและปีกงาม รำแพนหางมีแวววิจิตร ส่งสำเนียงก้องกังวานไพเราะจับใจ จักทำเจ้าผู้บำเพ็ญเพียรฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้

เมื่อฝนตกแล้วหญ้างอกประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใสไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อเจ้าทำตนให้เสมอด้วยไม้แล้วนอนอยู่เหนือหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี เราจักทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้

บุคคลผู้ไม่เกียจคร้านย่อมทำจิตของตนให้เหมาะแก่การงานฉันใด เราจักทำจิตฉันนั้น

เราจักเป็นเหมือนผู้ใหญ่ ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้จักใช้ความเพียรนำเจ้าไปสู่อำนาจของเรา เหมือนนายหัสดาจารย์ผู้ฉลาด ใช้ตาขอนำช้างที่ตกมันไปสู่อำนาจของตน

เราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นหนทางอันบุคคลผู้รักษาจิตได้ดำเนินมาแล้ว ทุกสมัยด้วยหัวใจอันเที่ยงตรงที่ฝึกฝนดีแล้ว เปรียบเสมือนนายอัศวาจารย์สามารถจะดำเนินไปตามภูมิสถานที่ปลอดภัยด้วยม้ที่ฝึกดีแล้ว

เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์คือกรรมฐานด้วยกำลังภาวนาเหมือนนายอัศวาจารย์มัดช้างไว้ที่เสาตลุงด้วยเชือกเหนียว

จิตที่คุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้วด้วยสติ จักเป็นจิตที่ตัณหาไม่เกี่ยวเกาะ เจ้าจงตัดทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญาข่มใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมอันประเสริฐ

ดูก่อนจิต เจ้าได้นำเราให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้านวื่งวนไป ฉนั้น เจ้าควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ ผู้เพรียบพร้อมด้วยพระมหากรุณาเป็นจอมปราชญ์ มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ดารดาษด้วยน้ำและดอกไม้ เทียวไปในป่าอันงามตามลำพัง ฉันใดดูก่อนจิตเจ้าจักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คนตามลำพังใจ ฉนั้น เมื่อเจ้าไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น เจ้าจักต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย

ดูก่อนจิต หญิงชายที่ประพฤติตามความพอใจตามอำนาจของเจ้า เสวยความสุขที่อาศัยเบจกามคุณ ล้วนได้ชื่อว่าผู้โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจของมาร เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อยใหญ่ และได้ชื่อว่าเป็นสาวกของเจ้า

คำตัดพ้อของพระเถระเท่าที่ยกมานี้ นอกจากจะทำให้เราเห็นว่าจิตของปถุชนนั้นกลับกลอกไปมาตลอดเวลา ด้วยแรงหลอกล่อของกิเลสแล้ว ยังทำให้เราเข้าใจอีกว่า สุขทุกข์ทั้งมวลที่เราได้รับ เกิดมาแต่จิตเป็นผู้สร้างเป็นผู้กำหนด ตลอดถึงการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่ผ่านมาผ่านไปอย่างไม่มีจุดจบนั้น ทั้งหมดมีสาเหตุจากจิตทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้เองกระมังพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้อีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของจิตว่า

โลกอันจิตนำไปอยู่ เป็นไปตามจิต สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในอำนาจแห่งธรรมอันเดียวคือ จิต

------------------------------------------------------------------------

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 20 กันยายน 2011 เวลา 11:41 น.