สาเหตุการพินาศของโลก: วิเคราะห์จากจักกวัตติสูตร(1)

          สาเหตุที่ทำให้โลกต้องประสบความพินาศอย่างนี้ สืบเนื่องมาจากอกุศลมูล (ราคะ โทสะ โมหะ) ที่หมักหมมอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นเหตุ อกุศลมูลนั้น เปรียบเหมือนน้ำกรดที่คอยกัดกร่อนคุณธรรมภายในจิตใจให้สึกหรอ ลงไป จิตใจของมนุษย์เปรียบเหมือนที่นาซึ่งแน่นอนว่า เมื่อข้าวกล้าคือ กุศลธรรมไม่งอกงาม วัชพืชคืออกุศลธรรม ก็ย่อมเติบโตขึ้นมาแทนที่ ครั้นแล้วอกุศลธรรมนั้น ก็จะบีบบังคับมนุษย์ให้แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาเป็นการตอบสนอง พฤติกรรมที่มนุษย์แต่ละคนที่แสดงออกมานั้น ย่อมมีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุด กลียุคก็เริ่มเปิดฉาก พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงตรัสทำนายไว้ในจักกวัตติสูตร ความว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีอยู่สมัยที่มนุษย์ จักอายุลดลงเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี จากนั้นพระองค์ ยังได้ตรัสต่อไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในยุคนั้น ซึ่งพอสรุปได้ว่า
- ในยุคนั้น หญิง (ชาย)จักแต่งงานกันเมื่ออายุ ๕ ปี
- เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ จักไม่มีในยุคนั้น
- ในด้านอาหารหลัก ข้าวสาลี หรือข้าวสุกคลุกเนื้อเหมือนอย่างในปัจจุบันไม่มี แต่จักมีหญ้ากับแก้ เป็นอาหารหลักแทน
- ในด้านคุณธรรม กุศลกรรมบถ ๑๐ จักเสื่อมทราม แต่อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักเจริญ
- คำว่า กุศล จักไม่มีใครรู้จัก คนที่ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา ไม่เคารพสมณชีพราหมณ์ ไม่นับถือผู้ใหญ่ในตระกูล จักได้รับความนิยมยกย่อง
- ในด้านสังคม มนุษย์จักไม่มีจิตใจเคารพยำเกรงว่านี่ แม่ นี่น้า นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ นี่ภรรยาคนที่บุคคลทั้งหลายเคารพ สัตว์โลกจักสมสู่ปะปนกันหมดเยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน
- มนุษย์จักมีจิตอาฆาตพยาบาทอย่างแรงกล้าถึงขั้นคิดฆ่ากัน ไม่เว้นแม้กระทั้งแม่กับลูก หรือพ่อกับลูก ไม่เว้นแม้กระทั้งพี่กับน้อง
- จากนั้น หมู่มนุษย์ทั้งหลายต่างจะมองเห็นกันและกันเหมือนผักปลาแล้วฉวยอาวุธเข้าห้ำหั่นกันและกัน นานถึง ๗ วัน

พระพุทธพจน์ที่ยกมาอ้างนี้ มีข้อนำมาทำความเข้าใจเพิ่มเติม คือ:-
. เพราะเหตุใดมนุษย์ในยุคนั้น จึงมีอายุสั้นลดเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี?
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เพราะอภิชฌาและพยาบาทเป็นเหตุ อภิชฌา คือ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ส่วนพยาบาทคือความอาฆาต ความเคียดแค้น ความชิงชังทั้งอภิชฌาและพยาบาทเป็นกิเลสคอยกัดกร่อนจิตใจให้เศร้าหมองคล้ายกับสนิมกัดกินเหล็กให้สึกกร่อน ตามธรรมดาคนเราอายุจะยืนได้ ก็เพราะมีสุขภาพพลานามัยที่ดี แต่สุขภาพและพลานามัยนั้น แม้ทางการแพทย์จะบอกเราว่า ขึ้นอยู่กับการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย ส่วนในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสาเหตุทางจิตใจก็มีส่วนเกื้อกูลอยู่มาก เพราะคำว่า
มีสุขภาพพลานามัยที่ดีหมายถึง การมีร่างกายแข็งแรง สีหน้าแสดงอาการสดชื่นแจ่มใสในชีวิตประจำวันของเรา เราจะสังเกตเห็นได้ว่า วันใดที่จิตใจของเราปลอดโปร่งแจ่มใส วันนั้นอาการที่แสดงออกทางร่างกาย เช่นสีหน้าก็จะพลอยแจ่มใสไปด้วยตลอดถึงอวัยวะส่วนอื่นก็จะรู้สึกสบาย ตัวการที่ทำให้เราแสดงอาการสีหน้าแจ่มใสหรือเบาสบายทั่วทั้งร่างกาย หากจะค้นหาคำตอบในทางแพทย์ เราก็จะได้รับคำอธิบายว่า เป็นเพราะระบบการหมุนเวียนของโลหิตเป็นไปอย่างปกติ พระพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธคำตอบของแพทย์นั้น แต่พระองค์จะชี้ถึงคำตอบที่อยู่ลึกกว่านั้นอีก นั่นคือ โลหิต เป็นธาตุ (สสาร) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ จิตใจที่สงบเยือกเย็น ย่อมส่งผลให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายเป็นไปอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการสูบฉีดโลหิต เมื่อโลหิตสามารถไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้เป็นปกติ สุขภาพพลานามัย ก็สมบูรณ์อันเป็นสาเหตุให้คนเรามีอายุยืน
อภิชฌาและพยาบาท เป็นกิเลส จิตที่ถูกกิเลสเกาะกินอย่างเหนียวแน่นย่อมไม่มั่นคง หวั่นไหวง่าย และการหวั่นไหวง่ายของจิตใจนั่น ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสุขภาพร่างกาย เช่นคนที่มักโกรธ หากยังปล่อยให้ความโกรธนั้นตกค้างอยู่ในใจก็ย่อมส่งผลที่ไม่ดีคือ นอนไม่หลับหรือรับประทานอาหารไม่ได้ ในที่สุด ก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีอายุสั้น และความโกรธก็คือพยาบาทซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่งในกิเลส ๒ อย่างที่ปกคลุมจิตใจของคนในยุคนั้นอย่างเหนียวแน่น
. ในยุคที่มนุษย์มีอายุสั้น พฤติกรรมของมนุษย์จะเป็นอย่างไร?
ในจักกวัตติสูตร ได้แสดงให้เราเห็นอย่างแจ่มชัดแล้วว่ามนุษย์จะเป็นผู้มีอายุน้อยเท่าใด จิตใจก็ยิ่งมัวเมามากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะกาลเวลาบีบให้คนเราต้องรีบหาทางสนองความต้องการให้แก่ตนเองโดยอัตโนมัติ ตามปกติคนเรานั้นเมื่อว่าโดยพื้นฐานของจิตใจแล้วต่างก็มีความรับผิดชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อรักตนก็พยายามบำรุงเลี้ยงตนให้ได้รับความสุขในด้านต่างๆ อันเกี่ยวกับเบญจกามคุณ ยิ่งมามีความรู้สึกด้วยว่าตนเองเกิดมาแล้ว โอกาสที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้มีน้อย ก็ยิ่งทำให้เสียดายเวลา เสียดายชีวิต ความเสียดายเป็นความบกพร่องของจิต ว่าโดยสภาวะก็คือความหิวกระหายของกิเลสเป็นเหตุให้สติปัญญามืดบอดได้ เมื่อสติปัญญามืดบอดกิเลสมาร คืออภิชฌาก็เริ่มสั่งการให้คนเราหันมามองดูตัวเองด้วยความยึดถือมากขึ้น ด้วยความรักตัวก็เกิดเพิ่มขึ้นทวีคูณจนในที่สุด มันมีอำนาจสามารถบังคับคนเราให้ทำอะไรต่อมิอะไรได้ต่างๆเพียงสนองความต้องการของมัน แน่นอนว่าเมื่อคนหนึ่งสนองได้อีกคนหนึ่งหรืออีกหลายคนที่มีความต้องการทำนองเดียวกันก็ย่อมมีติดตามมาเมื่อต่างคนต่างสนองความต้องการต่างคนต่างแสวงหา การกระทบกระทั้งผลประโยชน์ของกันและกันก็ย่อมเกิดขึ้น และโอกาสนี้เองที่กิเลสมารคือ พยาบาท เริ่มได้โอกาสสั่งการให้คนเรารู้จักโกรธเกลียดเคียดแค้นกันและกัน ทางออกของความโกรธเกลียดแค้นท้ายที่สุดก็คือการประหัตประหารกัน
ในปัจจุบันแม้ว่าอายุคนเราเฉลี่ยแล้ว แต่ละคนมีอายุเกือบร้อยปี แต่เหตุการณ์ต่างๆหลายอย่างก็ชีให้เราเห็นแล้วว่าอภิชฌาและพยาบาทในจิตใจของคนเราทุกวันนี้หนาแน่นมากน้อยแค่ไหน การขัดผลประโยชน์ การประหัตประหาร ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน พี่น้องกับพี่น้อง หรือแม้กระทั้งพ่อแม่กับลูก ดูช่างเป็นเหตุการณ์ประจำวันที่เหมือนเป็นรางบอกให้เราทราบว่า พระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้นั้น ใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีแล้ว
.ความแปรปรวนของโลกมีส่วนสัมพันธ์กับพฤติกรรมของมนุษย์หรือไม่?
คำถามที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการย้อนกลับไปหาคำพูดที่ว่า โลกต้องประสบกับความพินาศอย่างนี้สืบเนื่องมาจากอกุศลมูล (ราคะ โทสะ โมหะ)