จิต! มโน วิญญาณ! (6)

ตาม
ความจริง ความคิดของคนเราเกี่ยวกับโลกภายนอกนี้มีมาช้านานแล้ว ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นเสียอีก และความคิดนั้นส่วนมากจะเน้นหนักไปในประเด็นที่ว่า โลกเกิดขึ้นมาเพราะใคร อะไรทำให้โลกเกิดขึ้น แนวความเชื่ออย่างหนึ่งซึ่งจะตอบแนวความคิดนี้คือ เชื่อว่าพระพรหมทำให้โลกเกิดขึ้นแล้วในที่สุดก็สรุปว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นท่ามกลางหมู่ชนที่เต็มไปด้วยความเชื่อถืออย่างนี้ ครั้งแรกพระองค์ก็ทรงคล้อยตามความคิดของคนเหล่านั้น แต่ในเวลาหลังจากทรงค้นคว้าและค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว เรื่องโลกและผู้สร้างโลกอย่างที่ผู้คนเชื่อถือกันมานั้น ทรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนั้นยังได้ทรงแนะนำสาวกมิให้สนใจในเรื่องเหล่านั้นจนเกินเหตุ ด้วยทรงเห็นว่า เป็นเรื่องไกลตัว แม้บางครั้งคนที่ไปสนทนากับพระองค์จะไม่ติดใจเรื่องผู้สร้างโลก แต่ก็ยังแคลงใจอยู่ว่า โลกนี้เที่ยงหรือไม่ที่ยงแล้วทูลถามปัญหานี้กับพระองค์ พระองค์ก็หาได้ทรงตอบปัญหาของเขาไม่ ด้วยทรงให้เหตุผลว่า

 

.ปัญหานี้ไม่ประกอบด้วยอรรถ ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายความรัก (ในนามรูป) ไม่เป็นไปด้วยความสงบ ระงับดับสนิท (แห่งนามรูป) ไม่เป็นไปเพื่ออภิญญา เพื่อสัมโพธิญาณ เพื่อนิพพาน

.ตัวผู้ถามปัญหาเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าใจคำตอบของพระองค์ได้ เนื่องจากจิตใจมีความเชื่อมีความยึดมั่นในสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) อยู่ แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงตอบว่าโลกเที่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะได้เคยตรัสไว้แล้ว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและโลกก็นับว่าเป็นสังขารด้วยเพราะเหตุที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุทั้งหลาย แต่ถ้าหากพระองค์จะทรงรับรองว่าโลกไม่เที่ยงแทนที่ผู้ถามจะเข้าใจว่าไม่เที่ยงเพราะความเป็นทุกข์เป็นอนัตตา กลับเข้าใจว่าความไม่เที่ยงที่พระพุทธเจ้าหมายถึงหมายถึงได้แก่ความขาดสูญ(อุจเฉท) และกล่าวตู่พระองค์ว่ามีความเห็นเป็นอุจเฉททิฏฐิ เช่นเดียวกับตนแล้วจะทำให้เขาจมดิ่งอยู่ในความเห็นยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเขาเลย

นอกจากปัญหาเรื่องโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยงแล้ว ปัญหาที่ว่า โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุดก็ไม่ทรงตอบเช่นกัน

หากจะมีใครถามว่า เรื่องโลกภายนอกนี้พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้บ้างเลยหรือ คำตอบก็คือ ตรัสไว้เหมือนกันถ้าหากผู้ถามสามารถเข้าใจในคำตอบของพระองค์อย่างถูกต้องโดยไม่มีความคิดไปในทางความคิดส่วนตัวที่ผิดพลาด

พระอานนท์เถระเป็นพระเถระรูปหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องจักวาล เนื่องจากท่านเคยได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้ท่านฟังว่า สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้านามว่า อภิภู ยืนอยู่ในพรหมโลกแล้วเปล่งเสียงให้เทวดาและมนุษย์ใน ๑๐๐๐โลกธาตุได้ยิน พระอานนท์ครั้นได้ฟังดังนี้แล้วจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อสาวกผู้มีฤทธิ์ยังทำได้ถึงปานนี้ แล้วพระพุทธเจ้าเล่าจักทรงทำได้ถึงปานไหนหนอ ครั้นแล้วท่านจึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอให้พระองค์บอกให้ทราบ พระอานนท์ทุลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดพระองค์จึงตรัสว่า

ดูก่อนอานนท์ เรื่องโลกธาตุที่เธอได้ฟังมาแล้วนั้น ยังเป็นเพียงเล็กน้อยจากนั้นพระองค์ได้ตรัสเล่าต่อไปว่า

ดูก่อนอานนท์ จักวาลหนึ่ง มีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์ พระอาทิตย์โคจรทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่ ๑,๐๐๐ จักวาล ในโลก ๑,๐๐๐ จักวาลนั้น มีพระจันทร์ ๑,๐๐๐ ดวง พระอาทิตย์ ๑,๐๐๐ ดวง มีภูเขาสิเนรุ ๑,๐๐๐ ลูก มีอปรโคยานทวีป ๑,๐๐๐ ทวีป มีอุตตรกุรุทวีป ๑,๐๐๐ ทวีป มีปุพพวิเทหทวีป ๑,๐๐๐ ทวีป มีมหาสมุทร ๔,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ๑,๐๐๐ ชั้น มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์ ๑,๐๐๐ ชั้น มีเทวโลกชั้นมายา ๑,๐๐๐ ชั้น มีเทวโลกชั้นดุสิต ๑,๐๐๐ ชั้น มีเทวโลกชั้นนิมมานรดี ๑,๐๐๐ ชั้น มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ๑,๐๐๐ ชั้น มีพรหมโลก ๑,๐๐๐ ชั้น

"ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมี ๑,๐๐๐ จักวาล โลกคูณด้วยส่วน ๑,๐๐๐ แห่งโลกธาตุอย่างเล็กซึ่งมี ๑,๐๐๐ จักวาลนั้นเรียกว่าโลกธาตุอย่างกลางมี ๑,๐๐๐,๐๐๐ จักวาล โดยคูณด้วยส่วน ๑,๐๐๐ แห่งโลกธาตุอย่างกลางมี ๑,๐๐๐,๐๐๐ จักวาลนั้นเรียกว่า โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักวาล (๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐)

"ดูก่อนอานนท์ ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักวาลได้ยินเสียงได้ ทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย

พระอานนท์ทูลถามถึงวิธีทำ พระพุทธตรัสตอบว่า

ดูก่อนอานนท์ (อันดับแรก) พระตถาคตอยู่ในโลกนี้แผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักวาล หมู่สัตว์ในโลกธาตุนั้นกำหนดรู้แสงสว่างนั้นได้ ต่อจากนั้นพระตถาคตก็เปล่งพระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน พระตถาคต สามารถทำให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมายด้วยอาการเช่นนี้แล

ในอัคคัญญสูตร (พระสูตรที่ว่าด้วยการเกิดขึ้นของสิ่งแรกในโลก) ก็เช่นกัน พระพุทธเจ้าได้สนทนากับพราหมณ์ ๒ คนที่เป็นสหายกัน คนหนึ่งชื่อ วาเสฎฐะ และอีกคนหนึ่งชื่อ ภารทวาชะ ทั้งสองนี้เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด แต่ต่อมาได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาและถูกพราหมณ์ด้วยกันด่าทออย่างหยาบคาย โดยกล่าวว่าการที่ละทิ้งวรรณะพราหมณ์มานับถือพระพุทธศาสนาเหมือนที่คนเกิดในตระกูลสูงแล้วลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคนที่เกิดในตระกูลต่ำ เพราะพวกพราหมณ์ มีความเข้าใจว่าวรรณะพราหมณ์เท่านั้นที่ประเสริฐ เป็นบุตรของพรหมถือกำเนิดมาจากอวัยวะที่สูงคือ โอษฐ์ของพระพรหม ส่วนพระพุทธเจ้ากับเหล่าพระสาวก ตามความเข้าใจของพวกพราหมณ์ถือว่า เป็นวรรณะที่ต่ำช้าเป็นอวชาตบุตรถือกำเนิดมาจากอวัยวะเบื้องต่ำคือบาทของพระพรหม ด้วยเหตุนั้นจึงได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากพราหมณ์อย่างหนัก

พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพราหมณ์ทั้งสองคนนั้นให้เข้าใจว่า คำกล่าวหาและคำอ้างของพราหมณ์ดังกล่าวมานั้น ไม่เป็นความจริง โดยทรงชี้ให้เห็นว่าคนวรรณะพราหมณ์ก็เหมือนคนวรรณะอื่น นั่นคือเกิดมาโดยอาศัยพ่อ แม่ แม่ในวรรณะพราหมณ์ก็ใช่ว่าจะแตกต่างไปจากแม่วรรณะอื่นเพราะเมื่อถึงวาระที่จะให้กำเนิดลูก ก็เริ่มด้วยการตั้งครรภ์ ต่อมาก็ถือกำเนิดคลอด ครั้นคลอดแล้วก็ต้องเลิ้ยงลูกด้วยน้ำนม ฉะนั้น คำกล่าวอ้างของพราหมณ์เหล่านั้น ที่ว่าเป็นบุตรของพระพรหม เกิดมาจากพระพรหมจึงเป็นคำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ

ยิ่งไปกว่านั้น พวกพราหมณ์ยังกล่าวอ้างด้วยว่า โลกนี้พระพรหมเป็นผู้สร้าง เป็นผู้จัดระเบียบ ฉะนั้นพระพรหม จึงเป็นผู้มีอำนาจเหนือสรรพสิ่งเพื่อเปิดเผยความจริงที่ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องตรัสถึงการเกิดขึ้นของโลกให้วาสฏฐะและภารทวาชะพราหมณ์สองสหายให้ทราบ

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในอดีตกาลนานมาแล้วมีอยู่ยุคหนึ่งที่โลกนี้พินาศ ขณะที่โลกกำลังตกอยู่ในยุคพินาศนั้นโดยมากเหล่าสัตว์ (มนุษย์) ตายแล้วไปบังเกิดเป็นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จแล้วทางใจ (มีฤทธิ์) มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายตนเอง สัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลช้านาน

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมาโลกนี้กลับวิวัฒนาการขึ้นมาอีก ขณะที่โลกวิวัฒนาการขึ้นมานั้น เหล่าสัตว์จำนวนมากพากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ (มีฤทธิ์ในโลกมนุษย์) มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงดงาม สถิตอยู่สิ้นกาลนาน สมัยนั้นจักวาลนี้ทั้งจักวาล เป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังไม่ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันและกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ ระยะเวลาเดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิง (ของสัตว์ที่เกิดมานั้น) ก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายกำหนดรู้ได้แต่ว่าเป็นสัตว์เท่านั้น

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาอีกเป็นระยะเวลานานจึงเกิดมีง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ง้วนดินนั้น ได้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย เหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวให้งวดแล้ว ตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็ก

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่มันอะไรกัน แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขี้นมาลองลิ้มดู ทันทีที่ลิ้มรส ง้วนดินได้ซาบซ่านไปทั่วไปลิ้นเขาจึงเกิดความยากขึ้น (ติดใจในรส)

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในครราวที่สัตว์เหล่านั้นพยายามปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆแล้วบริโภคอยู่นั้น รัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไป เมื่อรัศมีกายหายไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย กลางคืนกลางวัน เวลาเดือนหนึ่ง กึ่งเดือนฤดูและปีก็ปรากฏตามมาเป็นลำดับ

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในกาลเวลาต่อมา สัตว์เหล่านั้นก็ยังคงพากันบริโภคง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหารอยู่ ด้วยเหตุดังกล่าว สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายหยาบขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันออกไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม สัตว์พวกที่ผิวพรรณงามพากันดูถูกสัตว์พวกที่ผิวพรรณไม่งาม โดยกล่าวว่าพวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวก เกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกันขึ้นเพราะความทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นเหตุ ง้วนดินก็อันตรธานไป

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในเวลาต่อมา เมื่อง้วนดินหายไป ก็เกิดมีกระบิดินขึ้น กระบิดินนั้นปรากฏลักษณะคล้ายเห็ด ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีเหมือนเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็ก

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหารอยู่ พวกเขาจึงมีร่างกายหยาบกร้านขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันออกไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาน ฯลฯ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกพบกัน เกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกันขึ้น เพราะความทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นเหตุ กระบิดินก็หายไป เมื่อกระบิดินหายไปแล้ว เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฏคล้ายผลมะพร้าว ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็ก

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 21:42 น.