จิต มโน! วิญญาณ (5)
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2011 เวลา 21:30 น.

แนว
ความคิดเรื่องคันธัพพะ

ต่อไปจะขอวกกลับมาสู่ประเด็นที่ว่า มีคันธัพพะปรากฏอีกครั้งหนึ่ง คันธัพพะ หมายถึง สัตว์ ในที่นี้จึงหมายความว่า มีสัตว์เข้ามาเกิดในครรภ์มารดา

ทฤษฎีนี้ ทฤษฏีนี้ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อประมาณเกือบ ๓๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยที่ยังไม่มีนักชีววิทยาคนใดในปัจจุบันค้นพบเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าเลย ปัญหาต่อไปจึงมีว่า แล้วพระพุทธเจ้าทรงค้นพบทฤษฏีนี้ได้อย่างไร คำตอบก็คือ นักชีววิทยาใช้กล้องจุลทัสน์พบชีวิตเซลล์และส่วนประกอบอื่นได้ฉันใด พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เครื่องมือของพระองค์คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และ จุตูปปาตญาณ

 

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเครื่องหยั่งรู้ถึงชาติในอดีต โดยอาศัยญาณนี้เป็นเครื่องมือ พระพุทธองค์จึงทรงมองเห็นภาพชีวิตของพระองค์ในอดีตชาติแต่ละชาติอย่างแจ่มชัดว่า พระองค์เคยเกิดเป็นใคร ที่ไหน และมีการดำเนินชีวิตเป็นอย่างไร จากการมองเห็นภาพในอดีตชาตินี้เอง จึงทำให้พระองค์ทรงมาสรุปได้ว่า ชีวิตของพระองค์ได้ผ่านการตายการเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน

จุตูปปาตญาณ ญาณเป็นเครื่องรู้ถึงการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ญาณนี้หากจะเรียกชื่อตามวิชชา ๘ แล้วก็คือ ทิพยจักษุนั่นเอง เป็นญาณที่ทำให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายมองเห็นภาพชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น ซึ่งเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่รู้จักสิ้นสุด และญาณข้อนี้เองที่ทำให้พระพุทธเจ้าสรุปได้ว่า ไม่ใช่พระองค์เท่านั้นที่เร่ร่อนอยู่ในวัฏสงสาร แม้แต่สัตว์อื่นก็ตกอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน

ญาณ ๒ ข้อนี้แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้า ได้ทรงค้นพบเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นทฤษฏีเบื้องต้นอย่างแจ่มแจ้งด้วยตัวของพระองค์เอง ครั้นทรงพบทฤษฏีนี้แล้ว ประเด็นต่อไปก็คือ การคิดหาคำตอบว่า คนและสัตว์ตายแล้วเกิดได้อย่างไร อะไรเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนต้องเกิด

โดยญาณนี้เอง ทำให้พระองค์ทรงทราบชัดว่า คนและสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็เพราะวิญญาณ(จิต/มโน) ยังไม่ดับลงอย่างเด็ดขาด จริงอยู่ เมื่อคนและสัตว์ตายถือว่าวิญญาณดับแต่การดับของวิญญาณในลักษณะนั้น ไม่ใช่เป็นการดับแบบขาดสูญ เพราะดับแล้วก็ยังมีเชื้อหลงเหลือให้เกิดวิญญาณใหม่ต่อไป ซึ่งนั้นแหละคือ การเกิดใหม่ของชีวิตคนและสัตว์ และตัวการสำคัญที่ทำให้วิญญาณไม่ดับลงอย่างเด็ดขาด ก็คือ ตัญหา และ อุปาทาน

ตัญหา แปลว่า ความอยาก และในบรรดาความอยากทั้งหลาย ความอยากมีชีวิตอยู่ เป็นความอยากที่ยิ่งใหญ่ของคนและสัตว์ ที่ว่ายิ่งใหญ่ หมายความว่าในโลกนี้ไม่มีคนและสัตว์ใดที่อยากตายกันอย่างแท้จริง และความไม่อยากตายนี้แหละเมื่อมองในแง่ตรงข้าม ก็คือการอยากมีชีวิตอยู่ ความอยากชนิดนี้เป็นความอยากที่ริดรอนหรือตัดขาดออกไปได้ยาก ทั้งนี้เป็นเพราะในความอยาก มีความยึดถือ (อุปาทาน)แทรกซ้อนอยู่ ทำหน้าที่เป็นเชื้อให้วิญญาณดับแล้วเกิดอีก

การเกิดของคนและสัตว์เมื่อกล่าวโดยรวมยอดแล้ว ก็มีอยู่ ๒ คือ

๑. การเกิดในโลกของโอปปาติกะ

๒. การเกิดในโลกมนุษย์

การเกิดในโลกของโอปปาติกะ (เกิดเป็นเทวดา พรหม สัตว์นรก) คือการเกิดที่มีขึ้นหลังจากการตายในโลกมนุษย์ การเกิดชนิดนี้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ย่อมมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือ เกิดโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เพราะทุกอย่างเกิดจากการสร้างสรรค์ของวิญญาณของตนเองล้วนๆ แม้กระทั้งตัวเรา (นามรูป) ในโลกนั้น ก็เกิดขึ้นมาได้จากการสร้างสรรค์ของวิญญาณของเราเอง เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ข้อนี้ขอให้เรานึกถึงเวลาที่เราหลับตา คิดถึงเรื่องราวต่างๆในความคิดนั้น เราจะเห็นภาพตัวเราและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นร่วมอยู่ด้วย ความคิดของคนเรานั้น เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อถึงคราวตาย แม้ร่างกายจะไร้สมรรถภาพ กล่าวคือ ตาไม่สามารถมองเห็น หูไม่สามารถได้ยินเสียง ฯลฯ แต่วิญญาณ (จิต/มโน) ของเราหาได้ไร้สมรรถภาพไปด้วยไม่ เรายังมีความคิดอยู่ และความคิดของคนใกล้ตายนั้น ย่อมเป็นความคิดที่แจ่มชัดเพราะประสาทสัมผัสส่วนอื่นถูกตัดออกไปหมด เหลืออยูแต่การรับรู้ทางวิญญาณเท่านั้น อารมย์ทางวิญญาณรับรู้ในขณะนั้นก็คือ อดีตารมย์ อันได้แก่ เรื่องราวหรือเหตุการณ์นั้นไม่ว่าดีหรือชั่วในส่วนที่ฝังใจที่สุด จะถูกสร้างเป็นภาพขึ้น ซึ่งเรียกว่ามโนภาพ ในมโนภาพนั้น แน่นอนว่าย่อมมีตัวเรารวมอยู่ด้วย

ภาพตัวเราในความคิดขณะใกล้ตายนั่นเอง คือตัวเราคนใหม่ที่เริ่มไปเกิดแล้วในโลกใหม่โดยไม่ต้องมีการเริ่มต้นจากพ่อแม่ และชีวิตใหม่จะสมบุรณ์ทันที่เมื่อวิญญาณละทิ้งร่างกายเก่าได้อย่างเด็ดขาด

การเกิดในโลกมนุษย์ คือการเกิดที่มีขึ้นหลังจากตายในโลกของโอปปาติกะ การเกิดชนิดนี้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ย่อมมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือเกิดโดยต้องอาศัยพ่อแม่ คำว่าเกิดโดยอาศัยพ่อแม่ หมายความว่า ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นเชื้อให้ ฉะนั้นคำพูดของนักชีววิทยาที่ว่า ไข่ของแม่ที่ผสมเชื้อไว้ จึงมีความหมายได้ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ในแง่ของนักชีววิทยาเข้าใจกันว่า หมายถึงเชื้อที่จะทำให้เติบโตเป็นคนต่อไป

ประเด็นที่สอง ในแง่ของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงเชื้อที่จะทำให้คนและสัตว์เข้ามาถือปฏิสนธิ(อาศัยเกิด) การที่คนและสัตว์ที่ตายในโลกของโอปปาติกะ เข้ามาปฏิสนธินี้แหละ ที่พระพุทธเจ้าทรงถือเป็นทฤษฎีว่า มีคันธัพธะมาปรากฏ(ในครรภ์ของมารดา)

การปรากฎของคันธัพพะนั้น เป็นไปได้อย่างไร จะยังไม่ตอบก่อน โดยขอยกเอาพุทธวจนะตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ขึ้นมาอ้างเป็นแนวทางนำไปสู่คำตอบดังนี้

พระพุทธเจ้า :ดูก่อนอานนท์ หากวิญญาณจะไม่หยั่งลงสู่ครรภ์มารดาแล้ว นามรูปจะเกิดในครรภ์
มารดาได้หรือไม่?
พระอานนท์
:มิได้เลย พระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้า
:ดูก่อนอานนท์ หากวิญญาณ หยั่งลงสู่ครรภ์มารดาแล้วจักก้าวเลยไปเสีย (ดับ)
นามรูปจะเกิดเป็นอย่างนี้ได้หรือ?
พระอานนท์
:มิได้เลย พระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้า
:ดูก่อนอานนท์ หากวิญญาณของกุมารหรือกุมารีผู้เติบโตเป็นหนุ่มสาว จักขาดสูญ
(ดับ)ไปเสีย นามรูปจะถึงครวามเจริญเติบใหญ่อย่างนี้ได้หรือ?
พระอานนท์
: มิได้เลย พระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้า
:ดูก่อนอานนท์ เพราะเหตุนั้นแล(เราจึงกล่าวว่า)สิ่งที่เป็นเหตุ เป็นต้นเค้าเป็นแดน
เกิด เป็นปัจจัยห่งนามรูป ก็คือวิญญาณ

วิเคราะห์แนวความคิดเรื่อง โอปปาติกะ ตามพระพุทธพจน์

.พระพุทธพจน์บทข้างต้นดังกล่าวมานี้ ช่วยให้เราเข้าใจว่า การที่คันธัพพะเข้ามาปรากฏในครรภ์มารดานั้น เข้ามาในสภาพที่เป็นวิญญาณ

.วิญญาณนั้น ก็คือภวังควิญญาณที่ทำหน้าที่จุติจากร่างที่เป็นโอปปาติกะแล้วมาถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา

.ในครรภ์มารดา ในส่วนที่แคบที่สุดก็คือ ไข่ที่ผสมเชื้ออยู่ในมดลูก ฉนั้นเมือพูดว่าถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา จึงหมายความว่า มาปกิสนธิในไข่ที่ผสมเชื้อไว้นั้น ที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลในด้านชีววิทยา ส่วนเหตุผลในด้านความหมายของศัพท์ เมื่อนำมาพิจารณาแล้วจะเห็นว่าลงรอยกับแนวชีววิทยาเพราะในกำเนิด ๔ พระพุทธเจ้าทรงจัดการเกิดของคนไว้ในชลาพุชะกำเนิด

ชลาพุชะ แปลว่า มดลูก ฉนั้น ชลาพุชโยนิ จึงหมายถึง กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในมดลูก คนเราเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่มดลูกของมารดา

.พร้อมกับการปรากฏของปฏิสนธิวิญาณ ไข่ของแม่ที่ผสมเชื้อไว้นั้นก็จะมีร่องรอยของความเป็นคนปรากฏ ร่องรอยดังกล่าวก็คือ ระบบกายประสาท และลักษณะเพศหญิงหรือเพศชายซึ่งปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน

.ภวังควิญญาณที่ทำหน้าที่ปฏิสนธินี้แหละ เมื่อปฏิสนธิแล้วก็ดับไป เป็นปัจจัยให้เกิดภวังควิญญาณใหม่ ซึ่งคอยทำหน้าที่สร้างสรรค์และจัดระเบียบไข่ที่ผสมเชื้อซึ่งมีร่องรอยของความเป็นคนปรากฏอยู่ ให้เจริญเติบโตต่อไป

.จากสาเหตุที่กล่าวมานี้ สรุปได้ว่า อดีตเหตุของตัวเรา(นามรูปในปัจจุบัน) ได้แก่วิญญาญนั่นเอง

.การมาปรากฏของคันธัพพะในครรภ์มารดา ในสภาพวิญญาณนั้น หากยังไม่เข้าใจ ขอให้เรานึกเปรียบเทียบถึงการปรากฏของภาพในจอโทรทัศน์ เนื่องจากเราได้ทราบมาแล้วว่า ภาพจากสถานีส่งมาปรากฏในจอโทรทัศน์ได้ เพราะถูกส่งออกมาเป็นคลื่น แล้วคลื่นนั้นก็มาปรากฏในเครื่องรับอีกครั้งหนึ่ง วิญญาณคือกระแสคลื่นที่เป็นนามธรรม หลังจากจุติจากห้องส่งคือร่างของโอปปาติกะก็เข้ามาปรากฏในเครื่องรับคือครรภ์ของมารดาพร้อมกับได้สร้างภาพขึ้น คือตัวเรา(นามรูปในปัจจุบัน)ฉนั้นจึงอุปมาได้ว่า

-ร่างกายของโอปปาติกะเปรียบเหมือนสถานีส่งภาพ

-วิญญาณที่จุติจากร่างของโอปปาติกะมาปฏิสนธิในไข่ที่ผสมเชื้อไว้ในมดลูกในครรภ์ของมารดาเปรียบเหมือนภาพที่ส่งออกไปเป็นกระแสคลื่น

-ครรภ์มารดาเปรียบเหมือนเครื่องรับ

-ตัวเรา(นามรูป)ในครรภ์มารดาเปรียบเหมือนภาพที่ปรากฏในจอโทรทัศน์

.การจุติและการถือปฏิสนธิดังกล่าวมานี้ ทำให้เราเข้าใจได้ดีถึงความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออก ระหว่างโลกของโอปปาติกะกับโลกของมนุษย์ เพราะในโลกทั้งสองนี้ มีการเกิดและการตายอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการตายในโลกมนุษย์ก็หมายความว่า มีการเกิดใหม่แล้วในโลกของโอปปาติกะ และเมื่อมีการตายในโลกของโอปปาติกะก็หมายความว่า มีการเกิดใหม่แล้วในโลกของมนุษย์ ชีวิตของคนเราเกิดมาวนเวียนอยู่ในโลกทั้งสองนี้ (เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า สังสารวัฏ)

.จากเหตุผลที่แสดงมาทั้งหมดนั้ จะไม่ขอถือเป็นข้อตัดสินว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับนักชีววิทยานั้น ใครล้ำหน้ากว่ากัน แต่ขอกล่าวแต่เพียงว่า ทฤษฏีว่าด้วยกำเนิดชีวิตที่นักชีววิทยากล่าวไว้ พระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบและวางเป็นหลักไว้แล้วเช่นกันแต่ในแง่ลึกซึ้งไปกว่านั้นที่พระพุทธเจ้าทรงวางเอาไว้ยังไม่ปรากฏว่าได้มีนักชีววิทยาคนใดค้นพบและแสดงเอาไว้แลย

. โลกภายนอก ระบบจักวาลซึ่งประกอบด้วยสิ่งต่างๆ อาทิ ภูเขา ต้นไม้ พื้นดิน ก้อนหิน ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ฯลฯ (ยกเว้นคนและสัตว์)

ตามความจริง ความคิดของคนเราเกี่ยวกับโลกภายนอกนี้มีมาช้านานแล้ว

























แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 21 กันยายน 2011 เวลา 10:49 น.